วันจันทร์ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2561

สร้างหอพักอพาร์ทเม้นท์ หรือลงทุนในหุ้น อันไหนเสือนอนกิน..... มาดูผลตอบแทนและความเสี่ยงกันดีกว่า

หลายๆคน รวมทั้งผมที่มีความคิดอยากจะลงทุนอะไรซักอย่างนึงที่จะไม่ต้องลงแรงมาก แต่ลงทุนทีเดียวกินยาว 10-20 ปี
ตัวเลือกแรกๆในตอนนี้ที่ยอดนิยม คือการสร้างหอพักหรืออพาร์ทเม้นท์ให้เช่า
มีคำกล่าวมาหลายสิบปีว่า ธุรกิจสร้างหอพักหรืออพาร์ทเม้นท์ให้เช่า คือธุรกิจเสือนอนกิน แต่ละเดือนไม่ต้องทำอะไรได้แต่เก็บเงิน ใช้เงิน มีความสุข
ผมเลยขี้สงสัย คำกล่าวว่าเสือนอนกินนี้มันจริงหรือไม่ แล้วทำไมสมัยนี้คนที่กระโดดลงไปทำธุรกิจหอพักนี้ มีแต่เสียงบ่น ว่าไม่น่าทำเลย อยากจะขายทิ้ง

เรามาลองคำนวณการทำธุรกิจหอพัก อพาร์ทเม้นแบบการใช้วิชาคณิตศาสตร์พื้นฐานกันดีกว่า
สมมติ เรามีที่ดินเปล่าจากมรดกพ่อแม่ซัก 1 งาน- 2 งาน เราต้องการก่อสร้างหอพักขนาด 20 ห้อง ต่างจังหวัดนะครับ
ราคาค่าก่อสร้างและเฟอร์นิเจอร์ มีแอร์ ทั้งหมดคร่าวๆ ตีราคา 6 ล้านบาท (ราคาต่างจังหวัดและประหยัดสุดๆนะครับ)
สมมติเรามีเงินเดือนประจำอยู่ที่ 30000 บาท และเดินเข้าไปขอกู้ธนาคาร โดยใช้ที่ดินจากมรดกไปจำนอง
สมมติธนาคารตรวจสอบประวัติของเราทั้งหมดและให้เรากู้ โดยส่วนใหญ่ธนาคารจะให้กู้ระยะเวลา 10 ปีสำหรับหอพัก
ค่าใช้จ่ายแรกเลยที่คุณเริ่มสร้างหอพักโดยที่ยังไม่มีรายได้เข้าคือ ดอกเบี้ยของธนาคาร
ดอกเบี้ยและเงินต้นคร่าวๆที่จะต้องจ่ายให้ธนาคาร คือ 1% ต่อเดือน หรือกู้ 6 ล้านบาท คุณต้องจ่ายเดือนละ 60,000 บาท เป็นระยะเวลา 10 ปี
พอสร้างหอพักเสร็จ คุณเริ่มเปิดให้คนเช่า 20 ห้อง ให้เช่าห้องละ 3000 บาท
ถ้ามีคนเช่าทุกห้องเต็มทุกเดือน คุณจะได้เงินต่อเดือนทั้งหมดเท่ากับ 20*3000 = 60,000 บาท
ปีนึงคุณจะได้เงินทั้งหมด 60000*12 = 720,000 บาท
แต่อย่าลืมนะครับ ทุกเดือนห้องจะเต็มเป็นไปไม่ได้ครับ จะมีคนย้ายเข้าออกตลอดทุกๆเดือน เราตีคร่าวๆว่า ปีนึง คนอยู่จะประมาณ 70% ของทั้งหมด
รายได้ต่อปีเราจะเหลือประมาณ 720,000 * 70% = 504,000 บาท

ค่าใช้จ่ายต่อเดือนเรื่องเงินต้นและดอกเบี้ยที่กู้ธนาคารมา คือ เดือนละ 60000 บาท ปีละ 720000 บาท
สรุป เราขาดทุนต่อปี 720000-504000 = 216,000 บาท!!!!!! ในกรณีที่กู้เงินมา
มันไม่ใช่เสือนอนกินเลยนะครับ ถ้ากู้ธนาคารมาแล้วรายได้ไม่พอรายได้จ่าย มันคือการที่เอาเท้าก่ายหน้าผาก เครียดเลยครับ
ลงทุนไปแล้วเอาคืนก็ไม่ได้ ทู่ซี้ทำไปก็กินทุน และทางสุดท้ายก็ประกาศขาย
แล้วระหว่างที่รอขาย เราต้องชักทุนไปเรื่อยๆ แล้วเมื่อไรละที่จะขายได้
ไม่มีใครตอบได้....

ถ้าสมมติคนเช่าเต็มทุกเดือนรายได้ก็เท่ากับรายจ่ายพอดี ไม่มีกำไรเลย คุณบอกทนกัดฟันส่งธนาคารได้ เพราะรอ 10 ปีก็เป็นไท ได้หอพักมา 1 หลัง
แต่มันจะเต็มตลอดทุก 10 ปีเลยหรอครับ
ไหนจะระหว่างที่ทำหอพัก จะมีอะไรเสียต้องซ่อมอีก เช่นท่อน้ำพัง มอเตอร์ระเบิด ค่าใช้จ่ายเราทั้งนั้น...............
ค่าภาษีโรงเรือนปีละเกือบแสนผมยังไม่ได้คิดลงไปในค่าใช้จ่ายนะครับ ภาษีนี่ต้องเสียเต็มๆ
นี่ยังไม่รวมค่าจ้าง รปภ มาเฝ้าหออีกนะครับ เดือนละ 15000 อย่างน้อย
ความเสี่ยงที่จะหมุนเงินไม่ทันสูงมาก..................และก็โดนยึดถ้าส่งธนาคารไม่ทัน ลองเข้าไปดูเวบไซค์กรมบังคับคดีของทุกจังหวัดดูนะครับตอนนี้

เรามาลองดูอีกกรณีนึง ในกรณีไม่กู้ธนาคารเลย มีเงินสดเองทำเอง ลงเงิน 6 ล้านบาท
เราได้คืนมาปีละประมาณ 500000 บาท (ห้องพัก 20 ห้องๆละ 3000 บาท ต่อเดือน ปีนึงมีคนเช่า 70%)
ค่าใช้จ่ายที่มาคำนวณ
-ค่าภาษีทุกอย่าง ปีละประมาณ 60000 บาท
-ค่าซ่อมแซม จิปาถะ อีกประมาณปีละ 100000 บาท
ค่าใช้จ่ายรวมที่มองเห็น  = 60000+100000 = 160000 บาท
รายได้ทั้งหมดต่อปีหักค่าใช้จ่าย = 500000-160000 = 340000 บาท หรือ 28000 บาทต่อเดือน ต่อเงินต้น 6 ล้านบาทคิดเป็นกำไร 5.66% ต่อปี
ระยะเวลาคืนทุน 6,000,0000/340,000 = 17.364 ปี+++++!!!!!!
เหนื่อยไหมครับ .........
ถ้าจะลดเวลาคืนทุนเพื่อให้รายได้มากขึ้น ต้องหาผู้เช่าให้เต็มทุกเดือน ทำเลหอพักเราต้องใกล้มหาวิทยาลัยดังๆหรือย่านชุมชนดังๆ(แต่ถ้าใกล้ชุมชนมหาลัยค่าที่ดินและการสร้างหอพักจะแพงขึ้น) และหาพื้นที่ข้างล่างให้ร้านสะดวกซื้อเช่าหรือทำเป็น office ให้เช่า เพื่อเพิ่มรายได้

แต่ยังมีปัญหาจุกจิกอีกหลายอย่างเลยนะครับ ในฐานะมีเพื่อนๆพี่น้องๆญาติทำหอพัก ไหนจะเจอคนหนีค่าเช่า ทำเฟอร์นิเจอร์ในห้องพัง เละเทะ ไหนจะมาคลอดลูกในหอแล้วไม่มีเงินจ่ายอีก พาเพื่อนมาถล่มห้องเสียงดังวุ่นวานกินเหล้า ยกพวกตีกัน เป็นต้น
ทุกวันนี้แถวจังหวัดผมประกาศขายหอพักกันเยอะมากจริงๆครับ

แล้วถ้าไม่ทำหอพักละเราจะลงทุนอะไร อยากเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ซักที่
ตัวเลือกที่น่าสนใจคือหุ้นอสังหาริมทรัพย์ ลองเลือกหุ้นที่อยู่มานาน บริษัทใหญ่ๆมั่นคง สมมติว่าเป็น LH
เรามีเงิน 6 ล้านบาท สมมติเราลองแบ่งเงินซื้อหุ้น LH ตอนปี 2016 ที่ราคา 9 บาท เป็นเงิน 1.8 ล้านบาท จะได้ 200000 หุ้น
ผลตอบแทนเฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปีจะประมาณ 5% = 90000 ต่อปี หรือ 7500 บาทต่อเดือน (เงินต้น 1.8 ล้านบาท)
เงินที่เหลืออีก 4.2 ล้าน ก็เลือกซื้อหุ้นปันผลดีๆ บริษัทมั่นคงตัวอื่นๆในทุกอุตสาหกรรม กินเงินปันผล เพื่อกระจายความเสี่ยง
เราก็เป็นเสือนอนกินเหมือนกันนะครับ...

เราไม่ต้องปวดหัวกับเรื่องจุกจิกในหอพักกับคนเช่าที่มีล้านแปดปัญหาแต่ละวันด้วยครับ.
ความเสี่ยงก็พอๆกัน เพราะเวลาต้องการเงินสดแบบฉุกเฉินเราสามารถขายหุ้นได้ไวกว่าขายหอพัก หอพักต้องขายทั้งหลังพร้อมที่ดิน แต่หุ้นทยอยขายได้
แต่ถ้าอีกมุมหอพักถ้ารอเวลาหลายปีอาจจะขายได้เงินก้อนมากกว่าหุ้น
แล้วแต่มุมที่จะมองและความเสี่ยงของเราาเองที่รับได้ครับ

บทความนี้ไม่ได้เชื้อเชิญในการซื้อขายหุ้นนะครับ แต่แบ่งปันประสบการณ์มุมมองการทำธุรกิจเทียบกับหุ้น การซื้อขายหุ้นเป็นเรื่องส่วนบุคคลต้องพิจารณาละเอียดรอบคอบกันอีกทีนะครับ


ที่มา https://www.tradingview.com



วันเสาร์ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2561

สงครามการค้าระหว่างอเมริกากับจีน ช้างสารชนกัน หญ้าแพรกอย่างไทยเราจะโดนลูกหลงแน่ๆ

ตอนนี้โลกของเรากำลังทำสงครามกันระหว่าง เจ้าโลกในปัจจุบันอย่างอเมริกา และว่าที่เจ้าโลกคนต่อไป คือพี่จีน 
สงครามไม่ใช่การสู้รบส่งทหารไปฆ่าฟันกันเหมือนในอดีต
แต่เป็นสงครามการค้าที่เอาความเป็นอยู่ เศรษฐกิจของคนในประเทศเป็นตัวประกัน
เจ้าโลกในปัจจุบันเปิดฉากก่อนด้วยการลงนามในทรัมป์ เรียกเก็บภาษีนำเข้า เหล็ก 25% และอลูมิเนียม 10% แต่ยกเว้นให้กับประเทศพันธมิตร 6 ราย เช่นยุโรป แต่ยกเว้น จีนเป็นหลัก
ว่าที่เจ้าโลกคนต่อไป จีน ก็โมโห เริ่มตอบโต้ด้วยการเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐ 128 รายการ โดย 120 รายการ ขึ้นภาษี 15% และอีก 8 รายการขึ้นภาษี 25% รวมมูลค่าประมาณ 3 พันล้านดอลลาร์
มีหลายท่านที่เก่งๆเศรษฐศาสตร์มหภาค วิเคราะห์ได้น่าสนใจมากครับ
แต่วันนี้ผมจะลองมาเล่าในมุมพ่อค้าการค้าการทำธุรกิจ อีกมุมนึงนะครับ เป็นความเห็นส่วนตัว ไม่มีผิดถูกนะครับ 
ถ้าไปค้นข้อมูลมา จะเห็นได้ว่าอเมริกามีหนี้มหาศาลมากครับ และจีนคือเจ้าหนี้รายใหญ่ที่สุดของอเมริกาา
งั้นเราลองมองในมุม เจ้าหนี้กับลูกหนี้กันดีกว่า 
สมมติ จีนเป็นธนาคารที่ปล่อยกู้ให้บริษัทนึง คือ อเมริกาคือบริษัทหนึ่งที่มีเครดิตดีใหญ่คับฟ้า ขอกู้ทีไรธนาคารต้องให้เพราะเกรงใจ (ทั้งๆที่ไม่ค่อยคืนเงินต้นพร้อมดอกเบี้ย)
สมมติธนาคารปล่อยกู้ห้าพันล้านบาทให้บริษัท
เมื่อธนาคารปล่อยกู้แล้วเค้าก็ต้องหวังเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยคืน ไม่งั้นธนาคารก็จะมีปัญหาเรื่องสภาพคล่องและ NPL อาจจะทำให้ธนาคารล้มได้
แต่บริษัทรูู้จุดอ่อนข้อนี้ดี ทำให้เป็นข้อได้เปรียบเจรจาต่อรองธนาคาร แบบว่าอย่าบีบคั้นกันมากเกินไปนะ ไม่งั้นข้าล้มแกก็ล้ม เอาไหมจะแลกกันไหม ประมาณนี้
ธนาคารไม่รู้จะหาทางแก้ไขยังไงเพราะปล่อยเงินกู้ไปแล้ว อ้อยเข้าปากช้างแล้ว ก็ได้แต่ปล่อยๆไป รอว่าซักวันบริษัทจะมีเงินมาคืนได้
อเมริกาก็เหมือนบริษัทที่ใช้เงินเกินตัวเอาเงินมาถลุงเล่น มีแต่รายจ่ายที่สูงมาก ไม่มีกำไรเลย มีแต่ขาดทุน
ก็ได้แต่ขอกู้เพิ่มเรื่อยๆ จีนไม่รู้จะทำยังไง ก็ชะลอให้กู้บ้างหรือให้กู้น้อยลงบ้าง กลืนไม่เข้าคายไม่ออก จะทวงหนี้ก็ไม่มีจ่าย จะฟ้องล้มละลายก็ใหญ่คับฟ้าเหลือเกิน
อารมณ์ประมาณถ้าบริษัทล้มละลาย ธนาคารก็จะล้มไปด้วย เพราะชะตาชีวิตผูกกัน
จีนกับอเมริกาก็มีชะตาเศรษฐกิจทั้งหมดผูกซึ่งกันและกัน ยึกยักกันไปมา
มาคราวนี้เริ่มสงครามการค้าย่อมๆ ทำให้จีนต้องหาทางรับมือ เพราะลูกหนี้หัวหมอเหลือเกิน
สงครามนี้ไม่มีใครเดาออกว่าจะมาไม้ไหม จะออกรูปแบบใด เพราะจีนยังไม่เริ่มรุกไล่ต้อนเท่าไร แค่หยั่งเชิง
แต่ระดับอเมริกา ผู้เป็นเจ้าของระบบทุนนิยม สุดขั้ว รู้จุดอ่อน จุดแข็งของระบบทุนนิยมดี เกิดบ้าขึ้นมาจะทำให้แย่กันทั่วโลก
จีนก็ได้แต่วางกลยุทธ์ วางหมากเพื่อป้องกันอเมริกาา โดยกลยุทธ์ทำยังไงก็ได้ไม่ให้เศรษฐกิจจีนและประเทศจีนพัง
ตอนนี้ดูแล้วจีนก็ยังคิดกลยุทธ์ไม่ออก ทำได้ประวิงเวลาไปเรื่อยๆ เผื่อซักวันอาจจะมีแผนดีดี

ลองกลับมามองที่ไทย ถ้าให้เปรียบเทียบ เราก็เป็นคู่ค้าของธนาคาร (จีน)และบริษัท (อเมริกา) 
ฝ่ายไหนชนะหรือแพ้เราก็โดนลูกหลงอยู่ดี จะโดนมากหรือน้อยไม่มีใครรู้เพราะสงครามยังไม่จบเรานับศพทหารไม่ได้

แต่เชื่อเถอะ เอาจริงๆถึงเวลาที่จีนหรืออเมริกาต้องเลือก เค้าต้องเลือกประเทศเค้าให้รอดก่อนอยู่แล้ว
โดยไม่สนประเทศไหนทั้งสิ้น
เหมือนเรามีบริษัท และบริษัทกำลังจะล้มละลาย ถ้ามีทางรอด เราก็ไม่สนใจคนอื่นแน่นอน

แต่ก็ไม่แน่นะครับ บางทีสองยักษ์อาจจะจับมือกันรอด โดยไม่สนใจว่าประเทศอื่นเป็นยังไงก็ได้นะครับ

สงครามครั้งนี้ตลาดหุ้นไทยยังไงก็ต้องเตรียมตัว ที่ช้างสารชนกันหญ้าแพรกกระเทือนแน่นอน


เน้นอีกครั้งนะครับ มุมมองส่วนตัวนะครับ 

ขอบคุณภาพจาก Stock2morrow ครับ

ที่มาของรูปภาพ https://siamrath.co.th/n/30685

วันพุธที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2561

เรียนจบปริญญาตรีได้ 15000 เรียนสิบกว่าปีมาเป็นขี้ข้าเค้า...ข้อความเท่ๆแบบนี้เกี่ยวข้องกับการลงทุนหุ้นยังไง

 เคยได้ยินข้อความเท่ๆสร้างแรงบันดาลใจตามเพจ ตามเพื่อนใน Facebook ช่วงนี้กันบ้างไหมครับ
“เรียนกันมาทำไม เรียนสิบกว่าปี จบมาก็เป็นขี้ข้าเค้า เงินเดือน 15000 บาท”
ฟังแล้วทะแม่งๆ รู้สึกไม่ดีกันบ้างไหมครับ ทำไมคิดแบบนั้นกัน
ในฐานะเคยเป็นลูกจ้างและตอนนี้เป็นเจ้าของธุรกิจเล็กๆ อยากจะบอกคนรุ่นใหม่ๆที่คิดแบบนั้นเหลือเกินว่า มันไม่น่าเริ่มคิดในแง่ลบแบบนั้นทั้งที่เพิ่งจบมา
ถ้าเราไม่มีธุรกิจพ่อแม่หนุนหลัง ไม่ได้มีฐานะพอสมควร อย่าพยายามคิดแบบนั้นเลยครับ
เหตุผลลองนึกตามนะครับ
ถ้าสมมติเราเป็นเจ้าของธุรกิจ เราจะจ้างคนที่เพิ่งเรียนจบ เพื่อเปิดโอกาสให้ลองทำงานแสดงฝีมือกัน
เริ่มจ้างคุณจะจ้างเท่าไร???
ผลงานก็ไม่มี รู้จักก็ไม่รู้จัก ไม่มีอะไรรับประกันมาเลยว่าทำงานได้ ขนาดคนมีประสบการณ์ทำงานมาก่อนยังไม่ได้รับประกันเลยว่าจ้างมาแล้วจะทำงานดี
เงินเดือนละ เราจะเริ่มที่เท่าไร ร้อยทั้งร้อยบริษัทเค้าก็เริ่มที่เงินเดือนขั้นต่ำตามสายอาชีพ ตามฐานเงินเดือนของบริษัท
พอทำงานไปเรื่อยๆ หัวหน้าหรือเจ้าของบริษัทเริ่มเห็นฝีมือ เค้ารู้สึกว่าใช้ได้ ทำงานเกินเงินเดือน ทำกำไรให้บริษัทเยอะ 
ส่วนใหญ่เค้าจะห่วงและรักคุณ กลัวคุณจะลาออกไปทำบริษัทอื่น
เค้าจะให้เงินเดือนคุณมากขึ้นตามผลงาน อาจจะทำงาน 5 ปีเงินเดือนจาก 15000 เป็น 50000 ผมก็เคยเห็นมา
หรือถ้าบริษัทไม่เห็นค่าคุณ คุณก็เอาฝีมือและทักษะที่คุณทำมาย้ายไปบริษัทอื่น หรือไปประกอบธุรกิจเอง
คุณเจ๋งจริงๆ ใครๆก็อยากได้คุณไปทำงาน เพราะคุณมีประสบการณ์และได้นิสัยการพัฒนาตัวเองติดตัวมาแล้ว
แต่ถ้าคุณไม่พัฒนาตัวเองทำงานเช้าชามเย็นชาม เงินเดือนก็เท่าเดิม 15000 เท่าที่คุณเคยบอกตอนจบใหม่ๆละครับ เผลอๆเวลาบริษัทต้องการลดคน เค้าจะมองหาคนที่ทัศนคติแบบนี้เป็นคนแรก
ชีวิตการทำงาน เงินเดือนมันอยู่ที่คุณ ไม่ใช่อยู่ที่บริษัท
คุณไม่ใช่ขี้ข้า แต่คุณคือเจ้าของบริษัท และบริษัทอันนั้นคือชีวิตของคุณเอง จะได้ดีเงินเดือนดีหรือไม่อยู่ที่คุณเอง
ถ้าคุณมีทัศนคติว่าขี้ข้าตั้งแต่เริ่มต้น จิตใต้สำนึกคุณก็จะจดจำฝังไว้ในจิตใจคุณ ทำให้การพัฒนาหยุดลง

เหมือนการลงทุนในหุ้น ถ้าเรามีทัศนคติว่าเป็นการพนัน เชื่อแต่ที่คนอื่นวิเคราะห์  ไม่พัฒนาตัวเองหาความรู้เพิ่ม ไม่กล้าทดลอง ลองผิดลองถูก
บางทีการอ่านหนังสือหุ้นอย่างเดียวจะทำให้เราได้ไอเดีย เหมือนการเรียนหนังสือ
แต่ถ้าคุณไม่กล้าที่จะทดลองลงทุนในหุ้นแบบจริงๆและพัฒนาการลงทุนต่อไปเรื่อยๆ เหมือนเรียนอย่างเดียวไม่เคยมาทำงานจริงๆ
คุณก็จะขาดทุนเรื่อยๆ
อาจจะมีบางช่วงคุณมีกำไร แต่สุดท้ายเค้าก็กินเงินคุณหมดอยู่ดี
เมื่อเกือบสิบปีก่อนผมก็เป็น ขาดทุนบ่อยๆ เพราะคำว่าอีโก้ ตัวเดียวแท้ๆ

ถ้าชอบบทความรบกวน Login ในเวบและกด Like ให้หน่อยนะครับ

และสามารถติดตาม บันทึกการเทรดหุ้นและ Forex จาก เพจของผมได้ที่ https://www.facebook.com/merchantetrader/

สอนการเล่น Forex ไม่ให้เจ๊ง ตอนที่ 4 กลยุทธ์การรอ เป็นกลยุทธ์ที่ง่ายสุดแต่ทำโคตรยากที่สุด


เมื่อวานเทรดครบ 200 ครั้งใน พอร์ต pepperstone การเทรดพอร์ทนี้มีวินัยอย่างสูง เทรด 201 ครั้งชนะได้กำไร 197 ครั้ง เปอร์เซนต์เทรดชนะ 98%

พอร์ทนี้ใฃ้กลยุทธ์เหมือนเดิมตั้งแต่เปิดพอร์ท ออกได้แค่ 5 ไม้ๆละ 0.01 lot แล้วแต่ technical analysis ของเรา จำกัด 5 ไม้ ส่วนใหญ่ใช้แค่ 3-4 ไม้มากสุด เพราะรักษา Drawdown ไม่ให้ความเสี่ยงมากขึ้น

พอร์ทนี้เวลาเปิดไม้ 1 ทีไร ส่วนใหญ่จะติดดอย ประมาณ 80% ลากไปอย่างน้อย 50-200 pips ก็เคยมี

แต่เราออก order ตรง Demand and Supply zone กราฟ week แล้ว มันก็เพิ่มความน่าจะเป็นในการติดดอยไม่นาน ดังนั้นกลยุทธ์ทัพทหารไม้แรก ถ้าส่งไปรบแล้วพลาดโดนจับเป็นเชลย เราก็ต้องรอ ให้ติดดอยไปอย่างนั้นแหละ

เรามาเล่นที่ไม้สอง ไม้สาม แทน โดนการยึดพื้นที่ ออกออร์เดอร์ให้ได้เปรียบ ส่วนใหญ่ไม้สองผมก็ติดดอย โดนจับเป็นเชลยบ่อยๆๆ 555 แต่ระยะเวลาโดนจับเป็นเชลยน้อยลงกว่าไม้แรก

กราฟ Forex คือเป็น Sideway ระดับกว้าง คือมีขึ้นและลง

เคยติดดอย โดนจับเป็นเชลยนานสุดไม้แรกกับไม้ที่สอง 38 วัน

แต่ก็ปิดออร์เดอร์บวกไได้กำไรทุกไม้

การรอนี่ ทำจริงโคตรยากที่สุด ระหว่างรอจิตเราไม่นิ่งไปดูกราฟจะมีความกลัว กลัวขาดทุน กลัวต่างๆนานา จิตตกคิดลบไปเรื่อยๆ

ยิ่งถ้าโดนลากติดลบนานๆครบ 5 ไม้แล้วนะ อารมณ์จิตตกมาเต็ม คิดวนเวียนไปต่างๆนานา

แต่พอเริ่มติดลบนานๆ ถ้าเราไม่แพ้จิตไปก่อนเราจะเห็นอะไร เห็นสัจธรรม มีขึ้นและลง แต่อยู่ที่เวลาเมื่อไร ใจเรานิ่งรอได้ไหม

การรอ ก็เลยต้องใช้ตัวเลข และ money management มาช่วยฝึกจิต

เพราะอย่างที่บอกว่า เราคำนวนไว้แล้วเราจะยอมแพ้ที่เท่าไร เผื่อระยะไปเยอะมากๆ แล้วกราฟก่อนจะขึ้นแล้วลงเป็นธรรมชาติ ระหว่างที่รอเราก็ใช้วิกฤตเป็นโอกาส ทำกำไรระหว่างทางที่รอ แล้วเลือก swap ที่เป็นบวกเหมือนได้ดอกเบี้ยระหว่างที่รอประมาณนี้

ทางแก้ระหว่างรอไม่ต้องพะวังคือ ตั้ง Take profit (TP) ไว้จะได้ไม่ต้องไปดูมากมาย เอาเวลาระหว่างที่รอไปทำอะไรเช่น ออกกำลังกาย หาอะไรกิน เดินเล่น นอนงีบ ขายของ จิตจะได้ไม่ตก และเครียด

ทุกวันนี้ที่เขียนอันนี้ผมก็ยังทำไม่ได้เต็มร้อย เพราะบางทีผมก็รอไม่เป็น ใจร้อนขี้กลัว แต่ดีขึ้นกว่าแต่ก่อน

การเทรด Forex ข้อดีคือการฝึกจิตให้นิ่งขึ้นอย่างหนึ่งเลย

ว่าจะไปนั่งสมาธิบ้างละ

สอนการเล่น Forex ไม่ให้เจ๊ง ตอนที่ 3 การหาจุดเข้าและออกด้วย Demand(อุปสงค์)และ Supply (อุปทาน) Zone

1. การหาจุดเข้าและออก มีหลายวิธีก็แล้วแต่เรา ในโลกใบนี้ไม่มีอะไรแน่นอนเราไม่สามารถเอาอดีตมาพยากรณ์อนาคตได้อย่างแม่นยำ 100% พยากรณ์ได้เกิน 50% ก็คือว่าแม่นละ
2.สิ่งหนึ่งในโลก Forex เห็นเค้าใช้หลักเศรษฐศาสตร์เรื่อง Demand and Supply Zone เรื่องอุปสงค์อุปทานเพื่อพยากรณ์ความน่าจะเป็นในการจุดซื้อและขาย
3. เปรียบเทียบดังเช่น เราซื้อทองแท่งถ้าคนส่วนใหญ่คิดว่าราคาต่ำกว่า 20000 เป็นราคาน่าซื้อ เค้าก็ซื้อกัน สมมติตกเหลือ 19500 มีแต่คนแย่งซื้อทองเต็มร้านที่เยาวราชดังข่าวเมื่อเดือนที่แล้ว เพราะเค้าคิดว่ามันเป็นราคาที่น่าซื้อ ซื้อไปก็ไม่น่าติดดอย คืออุปสงค์ Demand มากกว่าอุปทาน Supply ราคาทองมันก็ขึ้นเพราะระหว่าง 19500-20000 ราคาอยู่ในกรอบนี้มีแต่คนซื้อ เราเรียกว่า Demand Zone ราคาทองที่ 19500-20000
4. กลับกัน อุปทาน Supply Zone เราอาจะเห็นทองที่ราคา 21000-21500 เป็นราคาที่สูงเกินไป คนก็ขาย ราคาอยู่ในกรอบ 21000-21500 เท่าไรเราก็ขายเพราะเราเชื่อว่ามันจะลงไปกว่านี้
5. Demand and Supply ตามความคิดผมผิดถูกไม่รู้ มันคือการกำหนดราคาโดยความเชื่อของมนุษย์ ทุกคนมีความเชื่อ แต่สุดท้ายคนส่วนใหญ่จะเชื่อมั่นที่ราคาเท่าไรก็แล้วแต่อนาคตจะบอกได้ เราไม่สามารถพยากรณ์ได้ 100% ที่ถ้าเอาสถิตกับความน่าจะเป็นมาจับมันก็มาสร้างกรอบ Demand และ Supply Zone ได้ช่วงนึงที่มีความน่าจะเป็นสูงกว่า 50%
6. ช่วงเวลาหนึ่ง เราจึงเชื่อ (เน้นคำว่าเชื่อ) การใช้ Demand and Supply Zone มาร่วมในการหาจุดเข้าออกออร์เดอร์เพื่อให้ได้ความเสี่ยงต่ำที่จะขาดทุน
7.หลักของ Demand and Supply Zone ก็คือภาพใหญ่ของแนวรับ (support) แนวต้าน (Resistance) ที่เคยได้ยินกันมา
8.หลักการง่ายๆที่สรุปคือ ถ้าราคาอยู่ใน demand zone ก็ซื้อ และ ไปถึง supply zone เราก็ขาย
9.เท่าที่เทรดและจดสถิติมาในโลก Forex ความแม่นยำในการใช้ demand และ Supply Zone มันเกิน 70% แต่!!!!!!!!มันอยู่ที่จุดออกปิดออร์เดอร์ของเราด้วย ต้องออกให้เป็น
10. เราต้องใช้ Timeframe ใหญ่ๆ เช่นกราฟ Day และ week เป็นต้น แต่ถ้าเราจะใช้ timeframe เล็ก เช่นราย 1 นาทีถึง 1 ชั่วโมงความน่าจะเป็นจะลดลงอย่างสูง
11. ถ้าเราไปลองดูกราฟทุกคู่ ที่ timeframe week เราจะสังเกตเห็นว่า เมื่อราคาลงไปถึง demand zone ครั้งแรก มันจะเด้ง ถ้าเราซื้อตอนนั้นแล้วรอขายที่ราคาเด้งขึ้นไป กำไรเท่าไรแล้วแต่เราพอใจ ราคาในใจแต่ละคนไม่เท่ากันอยู่ที่การวิเคราะห์และประสบการณ์ กลับกันถ้าราคาขึ้นไปชนแนว Supply Zone เราก็ Sell พอราคาเด้งกลับเราก็หาจังหวะปิดออร์เดอร์
12. หลักการ Demand และ Supply Zone เราต้องอ่านข่าวประกอบ ค่อยๆวิเคราะห์ Global Macro เยอะๆ และคิดว่าถ้ามันไม่เป็นอย่างที่เราคิดละ เราจะทำยังไง
13. วิธีหนึ่งที่ใช้กันคือ money management พอถึง demand หรือ Supply zone เราจะไม่ทุ่มหมดหน้าตัก เราจะวางระยะเผื่อ เผื่อพลาด เผื่อไม่เป็นดังใจ เพื่อลดความเสี่ยงให้น้อยลง กำไรอาจจะไม่มากเท่ากับทุ่มทีเดียว แต่ก็ตายช้ากว่า

------------------------------------------------------
ยกตัวอย่าง GBPUSD

เมื่อดูกราฟก่อนเกิด Brexit ที่คนอังกฤษ vote ให้แยกตัวจาก Euro Zone ประมาณวันที่ 5 มิย 2016 ราคา GBPUSD ลงมาชน Demand Zone ของของ timeframe week ราคาตอนนี้ใครๆก็ซื้อ

เพราะราคาลงมาต่ำที่สุดในรอบ 31 ปี

พอ vote จบว่าเกิด Brexit ราคากระชากขึ้นและตบลงไป เกือบ 2000 pip หลักของ Demand Zone ก็ใช้ไม่ได้เพราะคนส่วนใหญ่ Panic ตกใจ sell

แต่พอเหตุการณ์เริ่มสงบ รับรู้ข่าวกันไปหมดแล้วก็ค่อยๆขึ้นใช้เวลาเกือบ 2 ปี

ตอนนี้ราคามาถึงแนวต้านก่อนเกิด brexit เราก็ใช้หลัง supply zone ทำกาาร sell GBPUSD แหย่เอาไปดูแล้วออกให้ไว แล้วแต่เราวิเคราาะห์เพื่อชิงจังหวะเก็บกำไรเข้ากระเป๋

ถ้าเป็นผมตอนก่อนเกิด Brexit ผมล้างพอร์ทแน่นอน เรียบร้อย โศกเศร้าแน่ๆถ้ากด buy ไป เพราะเชื่อใน demand supply zone
ดีนะตอนนั้นยังไม่รู้จัก Forex 555

สุดท้ายโลกนี้ไม่มีอะไรแน่นอน วิธีใดใดก็ตามช่วงเวลานึงมันใช้ได้ แต่เวลาผ่านไปมันอาจใช้ไม่ได้แล้ว
เพราะต่อไปคนรู้กันเยอะแล้วถ้าใช้วิธีเดิมๆ เราจะได้กำไรยังไง

ตลาดนะไม่ใช่หลักการในหนังสือที่คิดสมการทั้งหมดมาโดยกำหนด ตัวแปรทุกอย่างคงที่
ตัวแปรที่ควบคุมไม่ได้ในตลาดมีเยอะมาก และสำคัญทุกตัว

บอกตัวเองเสมอต้องพัฒนาตัวเองตลอดเวลา
การค้าการทำธุรกิจเช่นกัน เปรียบกันตอนนี้มีแต่คนออกมาค้าขาย ค้าขายราคาต่ำ อีกทั้งทุนใหญ่และออนไลน์มาตีราคากดราคา มันคือช่วง Supply มากกว่า Demand คนขายมากกว่าคนซื้อ

ก็ต้องปรับตัวและใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียง ประคองตัวเอง แล้วระหว่างประคองรอ ก็พัฒนาตัวเองทุกด้านเพื่อรอโอกาสมา

ดังคำเค้าว่ากันมา

โชคคือ การบรรจบกันระหว่าง โอกาส และ การเตรียมพร้อม








วันอังคารที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2561

สอนเล่น Forex ไม่ให้เจ๊ง ตอนที่ 2 ฝึกออกไม้ ออกออร์เดอร์

บทนี้จะลองให้ผึกการออกไม้ เพื่อคุมต้นทุนและความเสี่ยง ซึ่งผมก็ฝึกมาจากพี่ต้าน mudley group มาเหมือนกัน ฝึกมาจะครบปีละ ผลตอบแทนไม่เลวเลยนะเดือนละ10%เห็นๆ ความเสี่ยงก็ต่ำ อยู่ที่เราจะพัฒนาระหว่างการเทรด

ให้คิดว่าเรากำลังจะเป็นพ่อค้า แต่การค้าของเราคือค่าเงิน แต่เพื่อให้มองเห็นภาพ เราจะสมมติเราเป็นพ่อค้าขายกาแฟจะได้เห็นภาพชัดขึ้น

ก่อนจะทำร้านกาแฟเราก็ต้องไปฝึกชงกาแฟ เราต้องตื่นเช้าทำงานหนักระหว่างวัน ไปหาซื้อของวัตถุดิบมาทำกาแฟ ฝึกจนมีวินัยหาของดีดี ราคาถูกหรือสมเหตุสมผลมาทำกาแฟให้รสชาติอร่อยและขายได้ดี เพราะเราหวังจะขายดีและมีกำไรมาเลี้ยงธุรกิจเราได้ ฉันใดฉันนั้น

การเทรดเราไม่ต้องไปเดินหาวัตถุดิบ แต่เราต้องหาต้นทุนให้ถูก ราคาของค่าเงินที่คิดว่ามันเว่อร์ไปมากหรือต่ำไปมากกว่าความเป็นจริง แล้วทยอยขายหรือซื้อ มาเก็บไว้ รอวันปล่อยของให้ราคาที่เรามีกำไร

แต่กำไรเท่าไร มันแล้วแต่เรา ไม่มีคนบอกเราได้ เพราะกำไรแต่ละคนความพอใจไม่เท่ากัน ต้องลองสังเกต เหมือนเราค้าของเก่าโบราณ เช่าพระประมาณนี้ ราคากลางมันดูยาก

การฝึกการออกไม้ (order) ใน Forex คือ
1. เปิดบัญชี Demo หรือถ้าอยากลองจริงๆก็เปิดบัญชีจริง 1000 USD
2. กำจัดการออก order ออกไม้ ได้ 5 ครั้ง โดยแต่ละไม้เปิดได้ที่ 0.01 lot standard เท่านั้น ห้ามเกินกว่ากัน
3. เมื่อเราเปิดไม้ครบ 5 ไม้ ห้ามเปิดไม้ที่ 6 เด็ดขาด จนกว่าจะปิดไม้ใดไม้นึงไป
4. ห้าม cut loss ตัดขาดทุนเด็ดขาด ถ้ายังไม่มีกำไร (เงินห้ามต่ำกว่า 1000 USD) ถ้าเกิดอยาก cut loss ต้องเอากำไรที่เทรดได้แล้วมา cut loss
5. ระยะห่างระหว่างแต่ละไม้ ควรจะประมาณ 50-100 pips หรือ 500-1000 จุด ไม่ควรน้อยกว่านั้น แต่ก็แล้วแต่เรา
6.ทำไปเรื่อยๆจนครบ 3 เดือนแล้วรอดูผล ว่าเราเห็นอะไรในนั้น
7. อย่าลืม ถ้าจะ buy ก็ให้ buy อย่างเดียว จะ sell ให้ sell อย่างเดียว ถ้าเล่นทั้ง buy และ sell ในคู่เงินในพอร์ทเดียวกันมันจะสับสน

ยกตัวอย่าง GBPUSD เราดูกราฟแล้วแนวโน้มลงมีสู
1. สมมติเรา sell ไม้แรก 0.01 lot ที่ 1.38500 (จะ sell ราคาไหนแล้วแต่เรา อยู่เราดู price action technical MACD EMA แล้วแต่เราาเลย) แล้วราคา มันขึ้นไป 1.39000
2. เราเปิด sell ไม้ที่ 2 ที่ 1.39000-1.40000 สมมติเราเปิดที่ 1.39200
3. ราคาามันขึ้นไปอีกไปเรื่อยๆเราาก็ sell ไม้ที่ 3-5 mujik8ksjk'dyo 500-1000 จุด
6. ถ้ายังขึ้นไปอีก เราไม่สาามารถเปิดไม้ที่ 6 ได้ เพราะเรายังปิดไม่ได้ซักไม้ เราได้แต่รอราคาลงมาาที่ ไม้ 5-3 แล้วเราก็ทยอยปิดเอากำไร
7. เราจะปิดให้ชัวร์ได้กำไรแบบไม่เสี่ยงมากก็ สมมติ เราเปิดไม้ 5 แล้วราคามันลงไปถึงไม้ 4 เราก็ปิดไม้ 5 เอากำไร แล้วถ้าราคาาลงไปไม้ 3 เราก็ปิดไม้ 4 ไปเรื่อยๆแบบนี้เรากำไรเก็บมาเข้าพอร์ทเรา

ก่อนจะเข้า order เราต้องคิดเยอะๆเพราะกระสุนในมือเรามีจำกัด ไม่ยิงมั่วซั่วเพราะยิงแต่ละนัดคือต้นทุนควาามเสี่ยงเราเท่านั้น

ตัวอย่างการฝึกและทำจริงๆ

https://www.myfxbook.com/members/Tommy2991/tommymerchantetrader/2423152

สอนการเล่น Forex ไม่ให้เจ๊ง ตอนที่ 1 ปรับ mindset ทำไมคนส่วนใหญ่คิดว่า forex คือ การพนัน

สืบเนื่องจากเข้า กทม ไปสอน forex เพื่อนรัก และมีหลังไมค์ถามหลายคน ไม่คิดว่าจะมีคนอ่านที่เราแชร์ไปพอสมควร เลยเริ่มต้นแชร์ประสบการณ์ การเทรด Forex ให้เป็นแนวทาง ไม่ให้คนที่อยากเล่นกลัวหรือเข้าไปในเกมส์แบบนี้แบบไม่รู้อะไร แค่รู้ว่าอยากรวยไวไว เป็นประสบการณ์อุทาหรณ์ จะลงเป็นราย chapter แล้วแต่วันว่าง ที่จริงก็ว่างทุกวัน แล้วแต่จะขี้เกียจหรือป่าว จะลงให้ครบทุกประสบการณ์. 11 เดือน 
ขออย่างเดียวเทรดกำไรได้ก็ไปบริจาค รพ หรือที่ไหนก็ได้ส่วนนึงนะครับ

_________________________________________________
Chapter 1 ปรับ mindset ทำไมคนส่วนใหญ่คิดว่า forex คือ การพนัน
_________________________________________________

ถ้าให้เปรียบการเทรด forex จริงๆมันเหมือนการทำธุรกิจทำการค้า
การเล่น forex มีการใช้ margin และ leverage ที่หลายๆคนไม่เข้าใจและคิดว่ามันน่ากลัวเหมือนการพนัน

แรกๆผมก็คิดแบบนั้น มันคือการพนันชัดๆ แต่ถ้าเราลองศึกษาจริงๆแล้วลองเปรียบเทียบแบบนี้

สมมติ เราเป็นคนๆหนึ่ง ที่พ่อแม่ไม่ได้สร้างฐานะมา ไม่มีเงินพอที่จะทำอะไร ไม่ได้ร่ำรวย เป็นคนธรรมดาคนนึง ที่ไม่มีคนหนุนหลังใดใด
แต่เรามีความหวัง ความคาดหวังว่าเราอยากจะรวย อยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง เราจะทำยังไง เราก็ต้องมีเงินทุนเพื่อทำธุรกิจ เราต้องไปติดต่อแบงค์ เพื่อขอกู้!!!!!!!!!!!!!!!!! เอามาลงทุน (เน้นคำว่าลงทุนนะ)

สมมตินะสมมติเราอยากทำร้านกาแฟ [หรือธุรกิจอะไรก็ได้ ขายเฟอร์นิเจอร์ก็ได้] ที่คนมองว่ามันดีกำไรอยู่ได้ มองภายนอกสวยหรู เราก็ไปหาแบงค์ หาหลักทรัพย์เพื่อไปค้ำประกันเพื่อขอเงินมาลงทุนทำร้านที่เราเรียกว่าการลงทุนทำธุรกิจ

สมมติขอกู้ลงทุนทำธุกิจ 1 ล้านบาท สมมติดอกเบี้ยทบต้นต้องให้แบงค์เดือนละ 10000 บาท ทุกเดือนเป็นเวลา 10 ปี

ให้มองดอกเบี้ยเป็น การใช้ margin และ leverage ใน forex ที่เค้ากลัวกัน

เหมือนคุณไม่มีอะไรเลยมีแต่หลักทรัพย์ อยากได้เงินมาทำธุรกิจก่อนนั่นแหละ margin กับ leverage หลักการเดียวกันกับการขอกู้แบงค์เด๊ะๆ

ทำธุรกิจไปเราไม่มีความรู้ ประสบการณ์เลย ทำไปไม่หาความรู้ ไม่หาตลาดเปิดไปวันๆ คาดหวังว่าลูกค้าเยอะ ตั้งราคาแพงเกินไป ขายได้ไม่ทำบัญชี แรกๆขายดีเพราะเปิดใหม่คนเยอะ แล้วไปออกรถใหม่ เป็นต้น ถ้าขายดีทุกวันพอค่าใช้จ่ายทั้งหมดก็ดีไป แต่โลกเรามันโหดร้ายไม่มีใครรู้อนาคต วันดีคืนดีทุนใหญ่มาเปิดลดราคาแข่ง เอาสินค้าดีดีมาขายในราคาที่ถูกกว่า

สุดท้ายกำไรหลังหักแล้วไม่พอดอกเบี้ยให้แบงค์ ก็โดนแบงค์ยึด ฟ้องล้มละลายหมดทุกอย่างที่ทำมา

มันคือการลงทุนจริงๆรึ มันต่างจากการพนันตรงไหน ถ้าทำแบบนี้
มันต่างจากที่บอกว่าหุ้น forex ที่ว่ามันคือการพนันตรงไหน สุดท้ายผลลัพธ์ที่ได้คือหมดตูดเหมือนกัน

สิ่งที่เรียนรู้มาในการเล่น forex คือ การลงทุนแตกต่างจากการพนันคือ
การพนัน คือการอยากรวยไว รวยมาก รวยเยอะ ลงเงิน 1 ล้านอยากจะได้ คิดว่าจะได้กำไร 1 แสน ต่อเดือน ความหวังในกำไรที่เพิ่งจะเริ่มทำโดยที่เราไม่เข้าใจเกมส์ธุรกิจเลย

การลงทุน คือการเข้าใจความเสี่ยงในเวลาที่ไม่เป็นดังใจที่เราคิด อยู่บนพื้นฐานแห่งความเป็นจริง ถ้าที่ลงทุนไปเป็นไปตามที่คาดการณ์ก็ดีไป แต่ถ้าไม่เป็นไปตามที่คาดละ เรามีวิธีหาทางแก้ไหม มีแผนรองรับไม่ให้เราเจ๊งไหม เพราะอนาคตเราไม่สามารถเดาได้เลย

อีกอย่างการพนันคือการไม่เข้าใจ ไม่มีความรู้ในสิ่งที่เรากำลังเข้าไปเล่น ไปลงทุน ไปทำธุรกิจ อยากจะเดิมพัน
ถ้าเราเข้าใจเกมส์การเล่นแล้วมันก็จะลดความเสี่ยงลงไป

แล้วเราจะเข้าใจเกมส์ได้ยังไง
ก็ต้อง อ่าน หาความรู้ ทดลอง และลงมือทำ!! มันใช้เวลานานกว่าเราจะเข้าใจเกมธุรกิจหรืออื่นๆ ต้องมีวินัยและ passion อย่างแรงกล้า
เคยได้ยินไหมว่าทำธุรกิจว่าจะอยู่รอดไม่รอดต้องดู 5 ปีขึ้นไป

เกมส์ forex กำไรง่ายกว่าทำธุรกิจถ้าจะเล่นแบบรวยไว เดิมพัน พนันเลย กำไรมากกว่าเงินต้น 500% ได้สบาย ใช้เวลาสั้นกว่า แต่หมดตูดได้เลยเช่นกัน

แต่ถ้าอย่างนั้นจะเทรดไปทำไม ทำให้เรากลายเป็นผีพนันไปอีก ติดนิสัยไปตลอดชีวิต

อ่านหนังสือคนเทรดเก่งๆกำไรเค้าเดือนละ 2% เอง เค้าเน้นการจำกัดความเสี่ยงเพราะเงินเค้าเยอะ เค้าต้องระวังมากๆ กำไรได้เท่าไรก็ดีค่อยไปพัฒนาว่ากัน แต่เงินต้นห้ามเสียซักบาท

เคยฟังเจ้เล้ง ดอนเมือง สอน ถ้าคุณคิดจะทำธุรกิจอะไรซักอย่าง แล้วคิดแต่จะกู้มาทำ คุณเตรียมตัวเจ๊งเลย เพราะคุณยังไม่รู้ว่าแหล่งที่มาของรายได้คืออะไร พอให้ค่าดอกเบี้ยเค้าไหม

เทียบกับ forex คือคุณมองแต่กำไร ไม่ได้มองความเสี่ยงและแผนรองรับความเสี่ยงไว้ คุณก็รอวันขาดทุนหมดตูดได้เลย

ถ้าจะเล่น forex เริ่มแรกห้ามมองกำไรผลตอบแทนแบบรวยไวใดใดทั้งสิ้น
เหมือนทำธุรกิจ คุณลงเงิน 1 ล้าน คุณหวังเงินคืน 1 ล้านภายใน 3 เดือนเลยรึ ทั้งที่คุณไม่เคยทำธุรกิจมาก่อน มันมีโอกาสยากมากถ้าไม่พึ่งดวง ถ้าดวงดีมากๆมันก็ทำได้ แต่จะมีซักกี่คน คุณลงทุนทำธุรกิจคุณก็มองกำไรสมเหตุสมผล มองเหมือนการหยอดเงินลงกระปุกออมสินไปเรื่อยๆ ตามสัดส่วนเงินทุนที่คุณมี

เอาจริงๆ Forex มีหลายๆคนลงทุน 1 ล้านได้ผลตอบแทนเฉลี่ย 10% ต่อเดือน เป็นเวลา 2 ปี ผมก็เห็นมาแล้ว เค้าไม่เอารวยไวเลย เอาทำไปเรื่อยๆ จำกัดเงินทุนตัวเองไม่ให้เจ๊งพอ ส่วนจะเทรดได้เท่าไรคือกาารพัฒนาความรู้และจิตใจให้ทำให้ได้

หลักการคล้ายๆทำธุรกิจ คุณทำธุรกิจแรกเริ่ม คุณก็ทำไป พัฒนาธุรกิจคุณไป ใช้เวลา ขายไม่ดีคุณก็ต้องหาทางเพิ่มความรู้เพิ่มโอกาสการขายให้มากขึ้นไปเรื่อยๆ นานๆไปมันก็เห็นกำไรเอง แล้วเอากำไรไปซื้อหลักทรัพพย์อื่นๆ

เอาจริงๆ การเทรด Forex มีข้อดี กว่าการกู้เงินแบงค์ทำธุรกิจ คือ
1. ถ้าเราวางกลยุทธ์เป็นเรามี 30000 บาม เราก็เทรดได้แบบควาามเสี่ยงน้อยที่จะเสียหาย 30000 ผลตอบแทน 2-30% ต่อเดือนได้
2. สมมติเลวร้ายสุดๆคุณก็เสียแค่ 30000 บาท แล้วเริ่มใหม่ แต่ถ้าคุณกู้แบงค์กู 200000 บาท ธุรกิจไปไม่รอด คุณเสียสองแสนพร้อมดอกเบี้ยด้วย ดอกเบี้ยที่ทวีคูณเลย แต่ forex ไม่เสียดอกเบี้ยในการกู้ยืม

เราต้องเล่นเกมส์ในสิ่งที่เราได้เปรียบ เราทุนน้อยเมื่อเทียบกับทุนใหญ่ ไม่ว่จะเทรด forex หรือการทำธุรกิจ

เราต้องเรียนรู้ในการชิงโอกาสให้เราได้กำไร ไม่ใช่เอาความอยากรวยไวเป็นตัวตั้ง

เน้นอีกครั้ง ในการคำนวนทางคณิตศาสตร์ ความเข้าใจเกมส์ที่จะเล่นการเทรด Forex มาจำกัดความเสี่ยงให้มากาที่สุด

หาแผนรองรับเวลาถ้าเรา bias คาดทางผิดเราจะทำอะไรต่อไปเพื่อชิงโอกาสมาอยู่ในมือเรา

มองให้กาารเทรด forex เหมือนเล่นเกมส์ เล่นหมากรุก เล่นโกะ การทำธุรกิจ แล้วจะสนุกไม่เครียด

สิ่งสำคัญที่สุดเน้นคือ การจำกัดความเสี่ยง(Risk Management) เทรดให้รอดไม่ขาดทุนครบปี จะเห็นอะไรดีดีเอง
พอเวลาเทรดได้อย่าคิดว่าตัวเองเก่งและแม่นให้ทำเหมือนเดิม พัฒนาตัวเองตลอดเวลาหาควาามรู้เพิ่ม พอเงินกำไรมากขึ้นค่อยเพิ่ม ออร์เดอร์ให้มากขึ้นมาอัตราส่วนที่เราคำนวนไว้แล้ว

เน้นครั้งที่สาม จำกัดความเสี่ยงโดยการใช้การคำนวนสมการทางคณิตศาสตร์นั่นดีจริงๆนะ

เปรียบเทียบผลตอบแทนและความเสี่ยงการซื้อแฟรนไชส์ร้านกาแฟระดับประเทศกับการลงทุนในหุ้น PTT

เชื่อว่าหลายๆท่านที่ไม่มีธุรกิจเป็นของตัวเอง ส่วนใหญ่จะมีความฝันอยากมีธุรกิจเป็นของตัวเองซักอย่างนึง อยากเป็นเจ้านายตัวเองไม่ต้องเป็นลูกน...