วันอาทิตย์ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2561

Big Crises ตอนที่ 2

ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา มีแค่สองสามประเทศที่มีวินัยทางการเงินที่ดีจะผ่านวิกฤตหนี้ (Debt Crises) เนื่องจากเป็นวัฏจักรวงจรจิตวิทยาของมนุษย์ ทำให้เกิดฟองสบู่ (Bubble) และฟองสบู่แตก (Bust)
รัฐบาลแต่ละประเทศอยากจะทำให้มีวินัยทางการเงินที่ดี แต่มันจะแลกกับการเติบโตของประเทศที่ไม่ดี เมื่อมีการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องกับนโยบายทางการเงินจะทำให้เกิดการสร้างเครดิตที่ง่าย นั่นคือสาเหตุของวัฎจักรหนี้ (Debt Cycle)
แล้วทำไมถึงมีวัฏจักรวิกฤตเศรษฐกิจ
ลองมองในมุมหนี้ส่วนบุคคล สมมติคุณกู้เงินมาแต่คุณไม่สามารถหารายได้มาพอจ่ายดอกเบี้ยและเงินต้นเพียงพอ ในอนาคตคุณก็ต้องโดนบังคับขายทรัพย์สิน และล้มละลาย มองดูรูปแบบการก่อหนี้ของบุคคลจะมองเห็นภาพว่ามันคือวัฏจักรการเกิดวิกฤตเพราะคุณไม่มีทางหาเงินมาจ่ายเงินต้นได้
มองในมุมของเกมเศรษฐีจะเข้าใจง่ายมาก ก่อนเริ่มเกมส์ผู้เล่นจะได้รับเงินสดจำนวนมาก และทรัพย์สินจำนวนหนึ่ง โดยเงินสามารถเปลี่ยนเป็นทรัพย์สินได้ เมื่อเล่นเกมไปเรื่อยๆ ผู้เลนจะมีทรัพย์สินเป็นบ้านและโรงแรม ผู้เล่นคนอื่นที่เล่นมาตกที่ทรัพย์สินของคนอื่นต้องจ่ายเป็นค่าเช่าให้กับเจ้าของที่
พอเงินสดเริ่มขาดมือ ทรัพย์สินบางแห่งต้องโดนบังคับขายในราคาที่ถูกเพื่อเอาเงินสดมาใช้จ่าย
เกมส์เศรษฐีนี้ เมื่อต้นเกมส์ ผู้ชนะคือคนมีทรัพย์สิน แต่ตอนท้ายเกมส์ เงินสดคือพระเจ้า ดังนั้นคนเล่นเกมส์นี้เก่งคือคนรู้จังหวะในการผสมผสานระหว่างเงินสดและทรัพย์สินให้ได้ จังหวะไหนควรเก้บเงินสด จังหวะไหนควรหาเงินสดให้ทันพอค่าใช้จ่าย จังหวะไหนลดรออย่าก่อหนี้เพิ่มเพื่อลดความเสี่ยง
กลับมามองในรูปแบบวงจรเศรษฐกิจ เศรษฐกิจจะโตได้เกิดการการก่อหนี้ทางการเงิน นำมาลงทุนพัฒนาทรัพย์และสาธารณูปโภคในประเทศยกตัวอย่างเช่นประเทศเกิดใหม่ (Emerging Country) ตอนแรกประเทศเกิดใหม่กำลังพัฒนาจะมีค่าแรงงานที่ถูกแต่สาธารณูปโภคที่ไม่ดี เมื่อประเทศเริ่มสร้างสาธารณูปโภค ทำให้เกิดการพัฒนาและทำให้การส่งออกดีขึ้น ทำให้รายได้เข้าประเทศมากขึ้น แต่อย่าลืมว่าเมื่อมีการแข่งขันเรื่องค่าแรงและค่าแรงที่เพิ่มขึ้นในประเทศจะทำให้การส่งออกโตช้าลงเมื่อเทียบกับประเทศที่กำลังพัฒนาที่ค่าแรงต่ำกว่า มันจะทำให้เกิดภาวะฟองสบู่(Bubble) เมื่อมีการคาดหวังรายได้เกินความเป็นจริงทั้งที่รายได้ในอนาคตไม่เพียงพอต่อดอกเบี้ยและเงินต้นที่ต้องใช้คืน เมื่อนั้นจะทำให้เกิดภาวะฟองสบู่แตกเพราะไม่สามารถจ่ายหนี้ได้
Ray Dalio ได้บอกว่า
  1. ถ้าหนี้อยู่ในรูปเงินของสกุลเงินต่างประเทศจะจัดการยากกว่าสกุลเงินในประเทศเมื่อเกิดวิกฤตทางการเงินของโลก
  2. เมื่อเกิดวิกฤตหนี้และสามารถแก้ปัญหาวิกฤตได้ยังไงมันต้องกระทบกับประชาชนไม่ทางใดทางนึงแน่นอน
การแก้ปัญหาเมื่อเกิดวิกฤตหนี้เพื่อจะทำให้มันลดลงมีอยู่ 4 วิธี
1) เพิ่มความเข้มงวดและมีวินัยทางการเงิน Austerity (เช่นใช้จ่ายน้อยลง)
2) ไม่จ่ายหนี้และดอกเบี้ย หรือชักดาบเพื่อมาเจรจาต่อรอง Debt defaults/restructurings
3) ธนาคารกลางพิมพ์เงินออกมากเพื่อเพิ่มกำลังซื้อ The central bank “printing money” and making purchases (or providing guarantees)
4) ย้ายเงินและเครดิตไปให้ประเทศที่ต้องการเงินเพื่อเป็นเจ้าหนี้ซะเอง Transfers of money and credit from those who have more than they need to those who have less
4 วิธีนี้จะมีผลกระทบกกับเศรษฐกิจต่างกัน บางอย่างทำให้เกิดเงินเฟ้อหรือการเติบโตหยุดชะงัก บางอย่างจะทำให้เกิดเงินฝืด
ทางรัฐบาลระมัดระวังในการแก้ปัญหาหนี้โดยต้องทำให้เกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจน้อยที่สุด

วันอังคารที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2561

ทำไมตอนนี้มีแต่คนมาเตือนเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลกแบบที่เราจะไม่เคยเจอในชีวิตเรามาก่อน

ประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยเสมอ เพราะเป็นวัฏจักรของโลกใบนี้
อยู่ที่จะกินเวลาเท่าไร
สองสามอาทิตย์ที่ผ่านมานั่งไล่อ่านหนังสือหลายๆเล่มตอนเย็นๆ อยู่กับตัวเอง ทำสมาธิ ได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจที่ผ่านมาจากหนังสือคนเก่งๆ เช่น Ray Dalio ผู้บริหารกองทุนที่ใหญ่ที่สุดในโลก และโรเบิร์ต คิโยซากิ คนเขียนพ่อรวยสอนลูก พูดตรงกัน
ซึ่งเค้าทำนายมาหลายปีแล้วว่าจะเจอวิกฤตแน่ๆ แต่ไม่รู้เมื่อไร
ถ้าเราไม่เคยอ่านประวัติศาสตร์ เราจะไม่รู้เลยว่าอเมริกาและเยอรมันก็ผ่านจุดตกต่ำที่สุด ยิ่งเยอรมันเกิดภาวะแบบเวเนซุเอล่าเมื่อช่วงก่อนและหลังสงครามโลก เริ่มตั้งแต่ปี 1930
เมื่อปี 1930 เรายังอยู่ชาติที่แล้วอยู่เลย ยังไม่มาเกิดในชาตินี้ เราจึงไม่รับรู้ความลำบากตอนนั้น
คนเยอรมันไม่มีจะกินคล้ายๆเวเนซุเอล่าอย่างไรอย่างนั้น
หลังจากนั้นก็เป็นช่วงฟื้นฟูประมาณ 25 ปีถึงเริ่มจะดีขึ้น
เริ่มดีขึ้นก็มาช่วงรุ่นพ่อแม่เรา ที่เศรษฐกิจโต เนื่องจากมีอัตราการเกิดที่สูงขึ้น
เศรษฐกิจจะโตได้ก็มาจากประชากรมีมากขึ้นและมีการทำงานหาเลี้ยงชีพและบริโภคมากขึ้น
รุ่นผมจึงไม่เคยเห็นการไม่มีกิน อดมื้อกินมื้อกัน เกิดมาเศรษฐกิจก็ดี
รุ่นพ่อแม่ค้าขายอะไรก็ได้ มีเงินมีทองเก็บมาจนถึงรุ่นผม
แต่ Ray Dalio และโรเบิร์ต คิโยซากิ บอกว่า เศรษฐกิจโตที่ผ่านมาคือ โตโดยการกู้หนี้ยืมสืน (Credit/Debt) มากกว่าการทำงานเพื่อให้ได้ผลผลิตของประชากร
มันคือระเบิดเวลา ที่รอวันแตก เปรียบเสมือน เรากู้มาใช้จ่าย และกู้หนี้ใหม่ไปโปะ หนี้เก่า ซึ่งหนี้มีแต่เพิ่ม ไม่มีวันลดเลย เป็นฟองสบู่หนี้ที่น่ากลัว
มันผ่านมาตั้งแต่รุ่นพ่อรุ่นแม่ จนมาถึงรุ่นเรา ใช้เวลา 50-60 ปี
จะสังเกตช่วงนี้มีแต่คนมาเตือนเรื่องเศรษฐกิจว่าระวังให้ดี ว่าจะแย่กว่าที่รุ่นเราเคยเจอ (เพราะเราเกิดมาก็ไม่เคยเจอแบบแย่ๆมาก่อน)
สาเหตุหลักคือ คนเกิดน้อยลง เกือบทั่วโลก หนี้เราเพิ่มทุกวันแต่คนเราเกิดน้อย คนทำงานหาเงินใช้หนี้ก็น้อยลง แต่หนี้มีแต่เพิ่มมากกว่าเดิมไปเรื่อยๆ
เราไม่มีทางใช้หนี้ได้ เพราะการหาเงินน้อยลงมากกว่าหนี้ที่วิ่งพุ่งขึ้นไป
ซักวันฟองสบู่มันก็ต้องแตก อยู่ที่ว่ารัฐบาลแต่ละประเทศจะยื้อเวลาได้เท่าไร
พอฟองสบู่หนี้แตกเราก็อดอยากกัน ล้มละลายกัน
พอแย่กันสุดๆ มันก็จะเริ่มดีขึ้น เป็นวงจรวัฏจักร อาจจะกินเวลา 10-50 ปี ไม่มีใครรู้
รู้อย่างเดียวว่า ขออย่าให้มันเกิดที่รุ่นเราเลย (แต่ถ้าไม่เกิดรุ่นเราก็อาจจะไปเกิดที่รุ่นลูกหลานของเราแทน)
ความรุนแรงของการเกิดจะมากที่สุดที่เราเคยเจอ อาจจะประมาณเวเนซุเอล่าก็ได้ เพราะเราไม่เคยเจอเราถึงคาดไม่ได้ว่าเป็นอย่างไร
ที่สำคัญคือที่เค้าเตือนคือ ถ้ามันเกิดวิกฤตแบบนั่นจริงๆ เราจะเอาตัวรอดได้อย่างไร
สรุปมาประมาณนี้นะ

วันอาทิตย์ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2561

Big Crisis Debt หนังสือที่น่าสนใจมากของ Ray Dalio ตอนที่ 1



Big Crisis Debt หนังสือที่น่าสนใจมากของ Ray Dalio
มานั่งคิดว่าถ้าอ่านไปด้วยแปลและเรียบเรียงไปด้วยน่าจะได้ความเข้าใจมากกว่า ผิดถูกขออภัยล่วงหน้านะครับ
บทที่ 1 Archetypal Big Debt Cycle
---------------------------------------------
มาเริ่มคำว่านิยามของคำว่า Credit และ Debt กันก่อน
ซึ่ง Ray นิยาม Credit ว่า การใช้พลังในการซื้อ (ฺBuying power) โดยไม่ต้องใช้เงินสด โดยอนุญาติให้ซื้อขายกันโดยมีสัญญาว่าจะจ่ายเงินสดคืนในอนาคต
ซึ่ง Buying Power นี่ก็คือ หนี้ หรือ Debt นั่นเอง
Credit มีทั้งข้อดีและข้อเสียในตัวมันเอง
ถ้าเราให้ credit น้อยไปในการพัฒนาประเทศ มันจะทำให้เกิดการพัฒนาที่น้อยเช่นกัน ซึ่งมันจะเป็นสิ่งที่ไม่ดี
ในทางกลับกันเมื่อมี Credit ขึ้นมาก็จะมีหนี้ Debt ตามมาถ้าคนที่ใช้เครดิตไม่มีเงินจ่ายคืน
Credit หรือ Debt นี้ถ้ามันเติบโตขึ้น มันจะมีส่วนดีและไม่มีในตัวมันเอง ขึ้นอยู่กับว่า Credit มีเท่าไรและหนี้สามารถจ่ายคืนได้ไหม
ทาง Ray บอกว่าเมื่อก่อนเค้าก็ไม่ชอบการยืมเงินโดยใช้เครดิต เวลาเค้าไม่มีเงินเค้าก็จะใช้วิธีการออมมากกว่าการยืมหรือขอกู้ ซึ่งมันเป้นนิสัยส่วนตัว ว่าถ้ากู้มามันจะเสียผลประโยชน์มากกว่าได้
แต่ Ray ได้เรียนรู้มาว่าการใช้ Credit มันไม่ได้เลวร้ายเสมอไป โดยเฉพาะใช้กับสังคมหรือประเทศ นโยบายของสังคมไม่เหมือนกับนโยบายของส่วนบุคคล
Ray ได้ เรียนรู้มาว่า การเติบโตของ Credit หรือ Debt ที่น้อยเกินไปมันจะทำให้เกิดปัญหาทางเศรษฐกิจทำให้ขาดโอกาสการพัฒนาหลายๆด้าน
Credit ทำให้เกิดพลังในการใช้จ่ายและหนี้
Credit ที่ต้องการมากขึ้น อยู่ที่ว่าจะสามารถนำไปสร้าง ผลผลิต(Productivity) ที่เพียงพอและสามารถสร้างรายได้มาจ่ายหนี้ได้ ทำให้เกิดการไม่แบ่งปันทรัพยากรที่ใช้ในการสร้าง productivity ได้
ถ้าหนี้สามารถจ่ายได้จะทำให้เกิดผลประโยชน์ต่อผู้กู้และผู้ให้กู้
แต่ถ้าหนี้ไม่สามารถจ่ายได้ จะทำให้ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดไม่พอใจ มันจะทำให้เกิดการไม่แบ่งปันทรัพยากรที่ใช้ในการสร้าง productivity ได้
ในทางสังคม เราจะพิจารณาผ่านทางผลกระทบทางอ้อมกับเศรษฐกิจมากกว่าผลกระทบทางเศรษฐกิจหลัก
ยกตัวอย่างเช่น บางครั้งที่เงินไม่พอหรือ Credit ไม่พอจะไม่สามารถให้ทางศึกษาแก่เด็กได้ทั่วถึง (การศึกษาจะทำให้ผลผลิตดีขึ้น ลดอาชญากรรมในอนาคตได้) หรือมีการเปลี่ยนระบบสาธารณูปโภคให้ดีขึ้น
Credit หรือหนี้จะเป็นสิ่งที่ดีได้ก็ต่อเมื่อมีการสร้างเศรษฐกิจที่สามารถจ่ายเงินคืนด้วยตัวมันเองได้ แต่ในความจริงการแลกเปลี่ยนมันมองยาก
ถ้ามาตรฐานของผู้กู้สูงเกิน มันจะทำให้เกิดการจ่ายเงินคืนได้ และจะทำให้เกิดหนี้น้อยลง แต่มันจะทำให้การพัฒนาน้อยลงด้วย
ในทางกลับกับถ้ามาตรฐานผู้กู้หละหลวมมันจะทำให้เกิดหนี้มากขึ้นทำให้จ่ายคืนยากขึ้น จะทำให้เสียมากกว่าได้
ต่อตอน 2 แล้วแต่ว่างนะครับ

วันพฤหัสบดีที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2561

ทองแท่งไทยจะเหลือ 14000 บาท เมือ่เกิดเหตุการณ์ใด

เห็นบางคนบอกทองจะไป 14000 บาท ต่อ ทองแท่ง 1 บาท
ผมก็เคยคาดเดาแบบนี้ พอมาลองเทรดจริง คำนวณจริงๆ
มันต่างจากวิชาการที่เอาแต่คาดการณ์ ที่ไม่เคยลองเทรดทองดูซักที
ถ้าลองเทรดทองแท่งจริงๆเราจะมีเห็นเหตุการณ์ได้หลายรูปแบบมาก
ถ้าใครดูอนาคตทองขึ้นหรือทองลงออก คนนั้นรวยเป็นพันๆล้านไปแล้ว
ไม่ต้องมานั่งทำงานงกๆๆ เลยจริงๆ ให้ตายซิ
ทองคำจะลงไป 14000 ได้ มีกรณีใดบ้าง
ผมเลยจำลองสถานการณ์มาให้ดู
ทองแท่งในไทยคำนวนยังไง เคยสงสัยกันไหม
ผมก็เคยสงสัยแต่ไม่ได้เจาะลึกมาก่อน มาเจาะลงตอนเริ่มเทรดจริงจังนี่แหละ
ทองแท่งไทยจะขึ้นอยู่กับราคาตลาดโลก เรียกว่า Spot Gold
คิดเป็นหน่วย ออนซ์ ต่อ ดอลล่าร์
1 ออนซ์ของทองคำ คือ 31.104 กรัม
แต่ทองคำแท่ง 1 บาท จะเท่ากับ 15.24 กรัม
ทางทองไทยเค้าจะกำหนดค่าคงที่ในการแปลงบาทเป็นออนซ์อยู่ที่ 0.4723 (ซึ่งถ้าคำนวนจริงๆมันจะไม่ใช่ค่านี้ มันจะเป็น 15.24/31.104 = 0.49 )
วันนี้ ทองคำตลาดโลก เท่ากับ 1204.5 USD ต่อ 1 ออนซ์
และค่าเงินบาท จะเท่ากับ 32.56 บาทต่อ 1 ดอลล่าร์
แปงเป็นทองแท่ง 1 บาท = 1204.5 * 32.56 * 0.4723 = 18522 บาท
แต่สมาคมทองคำไทยจะประกาศอีกที ราคาไม่บวกลบเกิน 100 บาท
ใช้สูตรนี้คำนวนต่อ จำลองเหตุการณ์
1. ทองลงเหลือ 1000 USD ต่อ ออนซ์และเงินบาทแข็ง 30 บาทต่อ USD ทองคำไทยจะเหลือ 14169
2. ทองลงเหลือ 1000 USD ต่อ ออนซ์และเงินบาทอ่อน 35 บาทต่อ USD ทองคำไทย จะเหลือ 16350
3. ทองลงเหลือ 1000 USD ต่อ ออนซ์และเงินบาทอ่อน 40 บาทต่อ USD 18892
แล้วลองคำนวนต่อเอง จะเห็นว่า
ทองคำตลาดโลกลง แต่เงินบาทอ่อน ทองก็สามารถขึ้นได้ถ้าแปลงเป็นเงินบาท
ทองคำตลาดโลกลง แต่เงินบาทแข็ง ทองก็สามารถลงได้ถ้าแปลงเป็นเงินบาท
เหมือนตอนนี้ทองคำตลาดโลกลง แต่เงินบาทก็อ่อนลงด้วย มันคานกันไปเรื่อยๆ
มันแปรผกผันกันอยู่นิดๆ
จะให้เดา ทองจะลงไป 14000 ได้มีโอกาสน้อยมาก เพราะเงินบาทต้องแข็งมากๆ
แต่ไม่ใช่ไม่มีโอกาส อะรก็เป็นไปได้หมดในโลกใบนี้
เอาแต่วิชาการอ่านข่าว คาดเดา predict ไปเรื่อยๆ มันไม่เท่ากับการลองเทรดเอง เจ็บเองกำไรเองจริงๆ
ลองปฎิบัติดูแล้วจะรู้

วันอาทิตย์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2561

อยากเป็น Fulltime Trader ไหม

นั่งอ่าน คนรุ่นใหม่ไฟแรงในกลุ่มเทรดเดอร์ อยากจะออกมา fulltime trader
เหมือนมองเห็นตัวเองตอนจบ ป.ตรี โท ใหม่ๆ
อีโก้มาเต็ม
เมื่อก่อนผมคิดว่า เฮ้ย.............เราจบระดับนี้แล้ว
ป.ตรี โท วิศวะ มหาลัยดัง
ตอนเรียนโท ยังทำงานไปด้วยส่งตัวเองเรียนไปด้วย ไม่ได้ขอที่บ้านหลังจากจบ ป.ตรี
คิดว่าทำธุรกิจมันไม่ยากหรอก กระจอกจะตาย
คนที่จบไม่สูงเท่าเรา ยังประสบความสำเร็จเลย
มาวันนี้อยากจะย้อนกลับไปบอกตัวเองตอนนั้น ว่า มึงมันโง่มากเลย.... โง่แล้วอวดฉลาด
โง่แบบไม่น่าให้อภัยตัวเอง
ทำธุรกิจมันยาก......ยากสาดสาด พูดแบบหยาบๆเลย
ยากกว่าที่เรียนทฤษฎีวิชาการ มาหลายล้านเท่านัก
ลองมองคนประสบความสำเร็จ คนรุ่นพ่อรุ่นแม่เรา (ที่พ่อแม่ไม่ฐานะหรือเงินให้มาสร้างตัว)
เค้าร่ำรวยขึ้นมาได้ มีที่ดิน มีเงิน มีทอง มีตึก
ตรงนั้นมันคือร่องรอยของหยาดเหงื่อและคราบน้ำตา ความกดดัน ความเครียดขนาดไหน เราไม่มีทางได้รับรู้ได้หรอก เพราะเราไม่อยู่จุดนั้น
เรามาเห็นตอนเค้ามีทุกอย่างและสบายแล้ว
เค้าใช้เวลาเป็นหลายสิบปีกว่าจะมีวันนี้
ไม่ใช่วันสองวันหรือปีสองปี
ขนาดผมโชคดียังพอมีฐานให้ แต่ไม่ได้มากมายจนจะทำอะไรก็ได้ดั่งใจ
ยังต้องสู้ อดทน ทำธุรกิจ
คนภายนอกมองเหมือนผมสบาย
แต่ต้องคิดหาทางเอาตัวรอดในโลกต่อไปนี้ทุกวัน
ชีวิตเราไม่ใช่เรื่องล้อเล่น........
จริงๆนะน้อง

ทุกคนสามารถประสบความสำเร็จได้ทุกอย่างอย่างที่ใจต้องการไม่ว่าอาชีพไหน
 แต่เราถามตัวเองหรือยัง เราอึดและอดทนมากพอไหม

วันพุธที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2561

การเขียน Blog ในเวบไซต์ สามารถปลดหนี้คนๆนึงที่มีหนี้บัตรเครดิต ?????

การเขียน Blog ในเวบไซต์ ใครคิดว่าจะทำให้ปลดหนี้คนๆนึงที่มีหนี้บัตรเครดิต ประมาณเกือบล้านบาท (22,302 dollar)
โดยที่ไม่ได้รับบริจาคใดใดทั้งสิ้น
ในหนังสือ พฤติกรรมพยากรณ์ ได้เล่าเรื่องจริงที่เกิดขึ้นว่า
มีผู้หญิงชาวอเมริกาวัย 29 ใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตเกินตัวจนเป็นหนี้
พอเป็นหนี้ รู้สึกอับอายจนไม่ได้ปรึกษาใครในครอบครัว หรือเพื่อนๆ
แต่มีมาวันนึง เธอเปลี่ยนแปลงทุกอย่าง
เธอใช้วิธีเขียน blog ลงในเวบไซต์ บอกเล่าเรื่องราวทุกอย่างในการเงินของเธอ ทำไมถึงพลาด และจะแก้ไขยังไงต่อไป
เธอใช้เวลา 1 ปีในการปลดหนี้จนสำเร็จ
ทำไมเธอถึงปลดหนี้สำเร็จ
ศาสตราจารย์ MIT ให้ข้อคิดว่า มนุษย์เราทุกคนต้องการเครื่องชี้นำทางในการเดินไปตามเป้าหมาย
ถ้าเรามีเป้าหมายแต่เราไม่มีสิ่งยึดเหนี่ยวนำทาง
ชีวิตเราจะเขวและหลุดออกไปได้ง่ายจากที่เคยตั้งใจไว้
มันคือนิสัยผลัดวันประกันพรุ่ง
การเขียน blog เปรียบเสมือน การยอมรับความผิดพลาดของตนเองจากส่วนลึกในจิตใจ
มันต้องใช้ความกล้าอย่างมากที่บอกความจริงให้คนอื่นรู้
(มันง่ายมากที่จะโชว์อวดในเฟสมากกว่าการยอมรับความจริง)
เธอเขียน blog ทุกครั้ง และมีคนมาอ่านช่วย comment ให้กำลังใจ
การอ่านและ comment ของผู้ติดตาม เปรียบเสมือนเครื่องชี้นำทาง ให้เดินไปสู่จุดหมายอย่างที่ตั้งใจไว้
ทำให้เธอปลดหนี้สำเร็จ
โลก Social เป็นเหมือนดาบสองคม
คนรู้วิธีใช้มัน จะทำให้เกิดประโยชน์ต่อตัวเองมากที่สุด
แต่คนไม่รู้วิธีใช้มัน จะทำให้เป็นทาสของมัน ทำให้เกิดอารมณ์ต่างๆนานาทำให้จิตเราอยากมีอยากได้ โดยไม่รู้กำลังตัวเอง จนเป็นหนี้เป็นสิน
เรียบเรียงสองสามบทมาผสมเป็นโพสเดียว
อ่านแล้วน่าคิดตามมาก
จาก
หนังสือ พฤติกรรมพยากรณ์
ปล.หลังๆเทรดและศึกษาอ่านหนังสือ
น่าเรียนวิชา ปรัชญาและ Zen มาก
ต่อไปคงคุยกับใครไม่รู้เรื่องแน่ๆ
โลกเราคือสมมติ ทองคำ เงินกระดาษคือสิ่งสมมติทั้งนั้น
ถ้าตบะแก่กล้ากว่านี้ หนีไปบวชธุดงค์ในป่าดีกว่า
แต่เหลือบมองเห็นสาวๆในเพจ CupE แล้วยังรู้สึกละกิเลสไม่ได้
555555555555555

ทำไมต้องอ่านหนังสือ พฤติกรรมพยากรณ์

เป็นหนังสือที่อ่านแล้วจี้ใจดำตัวเองได้มากที่สุด
อ่านแล้วไม่น่าเชื่อว่าคนเขียนคือศาสตาจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัย MIT
เขียนเป็นแนวพระพุทธศาสนามาก
หนังสือเล่มนี้ บอกตัวเองว่า ทำไมมนุษย์เราถึงไร้เหตุผล ตรรกะความคิดขนาดนี้
มีการทดลองทางวิทยาศาสตร์ว่า มนุษย์เราขาดการยับยั้งชั่งใจตัวเองเมื่อเจอสภาพแวดล้อมตั้งแต่เด็ก ประสบการณ์ที่ดีหรือไม่ดีที่เกิดขึ้นจะส่งผลต่อนิสัยเราในอนาคตระยะยาวยังไง
ทำไมเราชอบผัดวันประกันพรุ่ง
ทำไมเราถึงชอบของฟรี
ทำไมเวลาเราทำด้วยใจ แต่ไม่ได้เงินถึงยินดีที่จะทำ มากกว่าการจ้างให้ทำ
ทำไมเราชอบหลอกตัวเอง
ทำไมเราชอบซื้อของแพงทั้งที่มูลค่ามันไม่ได้ขนาดนั้น
ทำไมสิ่งดีดี เช่นการสร้างวินัยทางการเงินในบัตรเครดิต ธนาคารถึงไม่ชอบให้คนทำ(แน่นอนธนาคารเสียผลประโยชน์ ใครจะโง่ให้สร้างวินัย ธนาคารจะเอากำไรจากไหน)
หนังสือนี้ทำลายความเชื่อหลายๆอย่างของเราเลย
แถมบอกวิธีการแก้ไข คือหลักพระพุทธศาสนาแท้ๆ
คือมีสติ รู้ทันตัวเอง
แนะนำครับ
ผมอ่านแล้ว แต่ละหน้าเหมือนโดนหนังสือต่อย โดนทุกจุดข้อเสียของเรา



วันอังคารที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2561

ความไร้เหตุผลของคนเรา พฤติกรรมพยากรณ์

นั่งอ่านหนังสือพฤติกรรมพยากรณ์ ที่ศาสตราจารย์ MIT เขียน เกี่ยวกับความไร้เหตุผลของคนเรา(รวมทั้งผมด้วย) เป็นหนังสือที่ชอบมากในรอบหลายปี
มีบทนึง เกี่ยวกับ ความไร้เหตุผลของคนเรา เมื่อเจอของฟรี
มีงานวิจัยทดลองอันนึง เกี่ยวกับชอคโกแลต ยี่ห้อ Lindt และ hershey
มีคนขาย Lindt ในราคา 10 บาท และ hershey ในราคา 2 บาท
คนอเมริกาเลือกซื้อ Lindt ุ67% ทั้งที่แพงกว่า เพราะอร่อยกว่าในความคิดของเค้า
แต่เค้ามาทดลองใหม่ ลดราคา Lindt เหลือ 8 บาท
และ Hershey เหลือ 0 บาท
ผลที่ออกมาคาดเดาได้อยู่แล้ว ว่า Hershey ขายดีกว่า Lindt เพราะมันมีค่าแค่ 0 แจกฟรี
ทั้งๆที่ ลดราคา 2 บาทเท่ากัน
คนเราส่วนใหญ่ชอบของฟรี(แน่นอนซึ่งรวมผมด้วย) ทั้งที่ไม่ชอบ หรือได้ของฟรีมาแล้วไม่รู้จะเอาไปทำไม
ขาดการไตร่ตรองอย่างสมเหตุสมผล ซึ่งอาจจะทำให้เกิดผลเสียต่อเราในอนาคตก็ได้
บางคนได้มาแล้วก็เอาไปทิ้ง(ผมก็เป็นบ่อยๆ)
นักวิจัยเรื่องนี้เลยบอกว่าถ้าอยากให้คนอื่นบอกความลับตัวเองได้
ต้องแจกฟรี อะไรก็ได้ให้เนียนๆ เล่นกับความเชื่อ
หันมามองโพสในเฟส
หมอดูออนไลน์โพสว่าดูดวงว่าจะรวยจากรหัส ATM ไหม (ทั้งที่ไม่ได้บอกว่าดูฟรี)
มีคนไป comment บอกเลขรหัส ATM เยอะมาก
อ่านหนังสือจบ เจอ case study ทันที
นี่คือความไร้เหตุผลของมนุษย์ที่คาดการณ์ได้อย่างในหนังสือว่า
ถ้าสมมติผมเป็นโจรออนไลน์นะ
ผมจะตั้งตัว มโนตัวเองให้เป็นหมอดูที่แม่นที่สุดเลย หาหน้าม้าเยอะๆมาคอย comment อวย
เสร็จปุ๊บ จะบอกดูดวงด้วยรหัสบัตรเครดิตฟรี comment กันมาเลย
ถ้าอยากจะแม่น ขอเบอร์โทรด้วย
อยากจะให้แม่น 100% ขอรหัส CVV ตามอีกที
เอาไปซื้อของออนไลน์ที่เค้าไม่ใช้ OTP
สบายเลย
โดนหมอดูหลอกเพราะว่าดูดวงฟรีแท้ๆ ที่เราพิสูจน์ไม่ได้เลยว่าดูดวงแม่นจริงๆรึ
เชื่อไหมว่ามีคนหลงเชื่อแน่นอน ดูจากโพสที่ผมแชร์เมื่อกี้
ไม่งั้นแชร์ลูกโซ่ ขนาดไม่ฟรี ยังมีคนเชื่อเลย
ถ้าจะหลอกล่อผมจริงๆ ต้องให้สาว cupE มาเดทกับผมฟรีๆๆ
ผมยอมแน่นอน 5555555555555



วันอาทิตย์ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2561

เมื่อ Jim Rogers ให้ความเห็นเกี่ยวกับทองคำ

นั่งอ่านเพจเรื่องราคาทองคำ เจอ Jim Rogers ผู้ที่เซียนตลาดโภคภัณฑ์ ให้ความเห็นน่าสนใจ วันที่ 24 กค 2561 ที่ผ่านมา
เลยลองแปล
--------------------------------------------------------------------
I own gold. I haven't bought any serious gold in a long time because I expect another opportunity to buy gold under $1,000 USD per ounce.
ผมเป็นเจ้าของทองคำ ผมไม่ได้ซื้อทองคำเพื่อระยะยาว เพราะผมคาดว่าทองคำมีโอกาที่จะต่ำกว่า 1000 USD ต่อออนซ์
(ตอนที่เค้าเขียนทองอยู่ประมาณ 1230 USD ต่อออนซ์ และเมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมาลงไปต่ำสุดที่ 1160 USD แสดงว่า Jim คาดว่าจะลงได้ถูกต้อง)
If that happens, I hope I'm smart enough to buy a lot of gold because before this is over gold is going to skyrocket. Throughout history when people lose confidence in economies, governments or currencies they have always bought gold and silver.
ถ้าทองลงไปต่ำกว่า 1000 USD ผมหวังว่าจะซื้อทองคำให้เยอะมากที่สุด เพราะกว่าก่อนวิกฤตจะมาถึง ราคาทองคำจะพุ่งจรวด
ตามประวัติศาสตร์ เมื่อผู้คนสูญเสียความมั่นใจในเศรษฐกิจ รัฐบาลหรือเงินตรากระดาษ พวกเขาจะซื้อทองคำและเงิน
--------------------------------------------------------------
ถ้าให้วิเคราะห์ทองคำมีโอกาสลงไปต่ำกว่า 1000 USD อาจจะไป 800-900 USD ต่ออนซ์ได้ตลอดเวลา
ดังนั้นเราควรถือเงินสดไว้เตรียมพร้อมบ้าง
แต่ใครจะรู้อนาคต เค้าอาจจะขู่ไปยังนั้น ตอนนี้เค้าอาจจะเริ่มเก็บทองคำไว้เยอะแล้วก็ได้
ทองคำอาจจะพุ่งไปดลยก็ได้ ความน่าจะเป็นในการขึ้นหรือลงเท่ากัน
แต่ไม่ได้หมายถึงว่าทองคำไทยจะลงไป 14-5000 บาทนะ เพราะว่าทองไทยต้องแปลงมาเป็นเงินบาท ต่อ 15.2 กรัม (1 ออนซ์มีประมาณ 23 กรัม แล้วไปคูณกับค่าเงินบาทต่อดอลล่าร์อีกที)
แต่ถ้าอ่านประโยคสุดท้าย เค้าเตือนว่าวิกฤตการเงินในอนาคตมาแน่ๆ อาจจะไวไวนี้ก็ได้
ไม่มีใครรู้
อยากดูผลกระทบ ก็ลองดูเวเนซุเอล่า ไข่ไก่ 1 ใบ ใช้เงิน 1 ล้านไปซื้อ
ทองคำตอนนี้ 1 บาท ใช้เงิน 100 ล้าน
โหดสาดสาด


วันอังคารที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2561

Mentality ในการเทรด

Mentality ภาษาการเทรดเรียกสั้นๆว่า Mental คือแนวคิดของจิตใจเรา ว่าเราคิดแบบไหน เพื่อไปสู่ผลลัพธ์ที่เราต้องการ

Mental ตัวนี้ใช้กับการใช้ชีวิตจริงๆ ของเราในชีวิตประจำวันเพื่อให้เราไม่ไขว้เขวหรือหัวร้อน จนทำให้หลุดเป้าหมาย

คล้ายๆกับพลังคิดบวกหรือลบ

ถ้าให้สรุป Mentality คือ อุเบกขา ตามหลักพระพุทธศาสนา คือวางใจเป็นกลาง

ไม่ยินดี ยินร้าย ไม่มั่นใจหรือ กลัวเกินไป ในสิ่งที่เรากำลังเจอ
หาทางออก แก้ไข มีการเตรียมตัววางแผนไว้เสมอ
ใครจะวิจารณ์เราหรือใครก็ตาม เราจะไม่หัวร้อนหรือโมโหจนทำให้จิตเราเสีย

ถ้าเกิดเราหงุดหงิด เราจะเดินออกจากตรงนั้นเสียเพื่อลดอารมณ์ความรุนแรง หรือถ้าเราไม่เดินออกมา เราต้องปรับ Mental เราให้เข้าใจว่าคนอื่นวิจารณ์เรามันถูกต้องด้วยเหตุและผลหรือไม่ แล้วปรับปรุงตัวเอง

ซึ่งยากจริงๆ กว่าจะปรับและรักษา Mental ให้ได้สม่ำเสมอตลอดชีวิตของคนเรา

เพราะเราคือมนุษย์ มีรัก โลภ โกรธ หลง ตลอดเวลา

เท่าที่อ่านและฟังคนเก่งๆ เค้าจะมีคนอีกคนหนึ่งช่วยเค้าคุม Mental โดยการบอกกล่าวตรงๆ หรือวิจารณ์ด้วยเหตุและผลตลอดเวลา

เพื่อลดอีโก้ตัวเองลงตลอด

พออายุมากขึ้นเริ่มจะเข้าใจในส่วนนี้นิดๆ เมื่อก่อนหัวร้อนตลอดเวลา เจอคนคิดไม่เหมือน มาตอนนี้เฉยๆแล้วแต่ชีวิตใครชีวิตมันแล้วกัน

โลกนี้ไม่มีใครทำผิดหรือถูก มีแต่ใช้ได้หรือใช้ได้

และเมื่อใช้ได้ จะสามารถใช้ในเวลาใด

วันจันทร์ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

การเทรด Forex แบบง่ายๆ simple trading

แบ่งปันประสบการณ์เทรดเริ่มต้นสำหรับคนที่เริ่มต้นเทรด Forex
ใช้ Simple griding trading ให้ชำนาญและให้อยู่รอดมีกำไรเหมือนค้าขาย
จะได้ชินกับการติดลบ มี drawdown ในมือ
เหมือนเปิดร้านเอาเงินสดมาซื้อของ stock ไว้
เลือกเทรดคู่เงินที่ discount หรือลดราคาลงมาเหมือนของ sale
โดยดูความน่าจะเป็นที่ timeframe week ถ้าราคาลงต่ำกว่าเส้นEMA188 หรือเส้น 200
แล้วไปดูแนวรับ
เปิด order แล้วรับทีละ 0.01 lot
มีเงิน 1000 USD เปิด 0.01 lot ได้ 4 ไม้
หาคู่เงินหลักๆ ไม่เอาคู่เงินรอง
เทรดแต่ฝั่ง buy ไปก่อน หา SWAP เป็นบวกหรือลบน้อยที่สุดเท่าที่ทำได้
อย่าเทรดสองฝั่ง มันจะ งงๆ แล้วเขวง่าย
หาความได้เปรียบในการเล่นเกมส์
ลงมือทำแล้วจะเห็นอะไร
ถ้าไม่ท้อก็จะเห็นช่องของโอกาสและการพัฒนา
เทรดแบบนี้ข้อดี มันไม่ต้องเดาราคาขึ้นหรือลง จะขึ้นเราก็กำไร
จะลงเราก็ได้ของถูกมาเก็บ stock รอวันปล่อยเหมือนค้าขาย
ตัวอย่างที่ได้ทำมาปีกว่า คุม DD <10% และ%win 98%
Key point คือ การรอ ต้องรอให้เป็น

วันอาทิตย์ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

เมื่อผมเห็นเด็กคนนึงที่ขยัน

ตอนค่ำนั่งคุยกับเด็กที่เคยจ้างมาทำงานเพราะน้องเค้าอยากหางานทำ
แบกตู้ยกเตียงที่ร้าน 4 เดือน เมื่อ 4 ปีที่แล้ว
ก่อนที่เด็กจะเข้ามหาวิทยาลัย
มาวันนี้เด็กคนนี้กำลังจะจบมหาวิทยาลัยดังที่สุดในภาคเหนืออีกไม่กี่เดือน
ได้รับรู้ รับฟังแล้วชื่นใจ
น้องรับฟังและปฏิบัติตามที่สอนสั่งทุกๆอย่าง ที่สอนไปเมื่อตอนที่ทำงานกับผม
ว่าต้นทุนชีวิต วาสนาคนเราเกิดมาไม่เหมือนกัน บางคนเกิดมาโชคดี มีฐานจากพ่อแม่แบบพี่
แต่บางคนไม่มีอะไรเลย หนำซ้ำยังติดลบแบบน้อง
ทางที่จะทำให้มีเหมือนคนวาสนาดีได้ ต้องขยัน อดทน สู้ ห้ามท้อมากกว่าคนอื่น ~100 เท่า
ตลอด 4 ปี น้องหางานทำ ส่งตัวเองเรียน ทำงานได้เงินดีจนเพลิน
จนบางทีการเรียนตก ถัวเฉลี่ย 4 ปี ได้ เกรด 2.2
ผมก็บอกว่าดีแล้ว น้องเก่ง ขยัน พี่สมัยเรียนพี่ยังทำไม่ได้แบบน้องเลย
เชื่อมั่นตัวเองเยอะๆ น้องเก่งจริงๆ ขยันและอดทนเหมือนเดิม ฝึกให้เป็นสันดาน
ทำงานไปด้วยเรียนไปด้วยตอน ป.ตรี เป็นอะไรที่เหนือกว่าหลายๆคนแล้วละ
เกรดจะได้เท่าไร ไม่ต้องสนใจช่างมัน ขอให้จบก็พอ
เลยบอกน้องเค้าไปว่าอยากทำอะไร เดี๋ยวพี่จะแนะนำและช่วยสมทบทุนมาร่วมทำธุรกิจกัน
ขอให้ไปทำงานซัก 3~4 ปีหลังเรียนจบ สะสมประสบการณ์อีกหน่อย
เพราะพี่กว่าจะมาเป็นเจ้าของธุรกิจก็เป็นลูกจ้างเค้าเกือบ 10 ปี
แล้วมาคุยกัน ถ้า mindset น้องเหมือนเดิม
เห็นเด็กประเภทนี้ อยากสนับสนุนทุกคน
เดี๋ยวจะส่งเด็กอีกคนให้จบ ป.ตรี ถ้าสอบได้มหาวิทยาลัยรัฐดังๆได้
ตั้งใจไว้แล้ว
ผมชอบจ้างเด็กก่อนเข้ามหาวิทยาลัยมาทำงานนะ
แต่ตอนนี้มันเงียบเกิน นั่งเหงาหลับ
ถ้าเป็นเมื่อสามสี่ปีที่แล้ว จ้างสองคนสบายเลยละ
งานไม่เยอะเลยชะลอการจ้างไว้ก่อน

วันเสาร์ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

Poker กับการเทรดและทำธุรกิจ



ฝึก poker เพื่อยกระดับการตัดสินใจและความอดทนดีกว่า ย้ายเกมส์จาก pubg
ส่วนตัวไม่เล่นการพนันใดใดทั้งสิ้น ปีนึงแทงหวย ไม่เกิน 5 ครั้ง ไพ่นี่ไม่เคยแตะ ไม่ชอบ
ลองตัดอคติว่ามันเป็นการพนันและศึกษาวิธีเล่นและการพัฒนาตัวเอง
Poker เปรียบเสมือนการเทรดหุ้นและ forex 
ในต่างประเทศ เค้าให้ poker คือกีฬาเหมือนไพ่ bridge ถูกกฎหมาย แต่ในไทยเราคือการพนัน
เพราะ mindset คนไทยคือทุ่มสุดตัว
ทั้งๆที่ poker คือเกมส์ที่ใช้ความน่าจะเป็นทางคณิตศาสตร์
หาสมการต่างๆมาช่วย แบบ จอห์น แนชที่คิดค้นทฤษฎีเกมส์ขึ้นมา
Poker เริ่มต้นแรกๆผมก็เล่นหมดตัว(เงินปลอมๆไม่ใช่เงินจริง) เพราะไม่เข้าใจ
แต่พอเข้าใจนี่มันหลักการเทรดและทำธุรกิจเบื้องต้นเลยนิ
การเล่นเริ่มแรก จะมีการเปิดโต๊ะให้คนมาเล่น
ผู้เล่นจะได้แจกไพ่คนละสองใบ
เปิดดูไพ่ตัวเองและหาความน่าจะเปิดว่าจะชนะไหม
ไพ่ก็คือแต้มต่อเราจากการสุ่ม ดวงและวาสนา
มันเหมือนการทำธุรกิจ ไพ่ดี ก็คือวาสนาดี
พ่อแม่มีเงินสร้างฐานให้ 
เช่นเราเปิด ได้ คู่ A สองใบแรก
ความน่าจะเป็นที่เราชนะก็มีสูงขึ้น
พอแจกไพ่สองใบแรกเสร็จ
ผู้เล่นจะเริ่มวางเงิน 
ทั้งทุ่มสุดตัว หรือวางเงินขั้นต่ำไปก่อน
พอไม่มีใครวางเงินเพิ่ม
ผู้ดูแลโต๊ะจะเปิดไพ่ตรงกลางมาสามใบ
เราเอาไพ่สามใบมารวมกับไพ่ในมือเรา
ถ้าไพ่เราดีเช่นได้ ตอนแรกเราได้คู่ A 
เปิดไพ่กลาง 3 ใบ มี A 2 ใบ เราก็ได้ full house แต้มต่อเราเยอะ
เราก็ทุ่มเพิ่มถ้าเราเดาไพ่คนอื่นแล้วไม่ได้ดีกว่าเรา
แต่ช้าก่อนพอเราเผลอทุ่มหมดตัว
เปิดไพ่อีกสองใบมา
แล้วอีกคนได้รอยัลสเตรทฟลัช
เราก็หมดตัว
เหมือนการประเมินความเสี่ยงในธุรกิจ 
เราไม่รู้ว่าเวรกรรมหรือวาสนาเราจะซวยตอนนั้นหรือเปล่า 555
โอกาสเป็นไปได้น้อย แต่เราก็เจอ
พอเล่นได้เงิน เราต้องลดการทุ่มแทงเพื่อรักษาเงินเรา
ลดความเสี่ยง
เหมือนตอนนี้เศรษฐกิจ ปัจจัยในไทยไม่ดี 
เมื่อก่อนเราขายดี แต่ไม่เสมอไป
เราต้องลดความเสี่ยงเก็บเงินสด
ประเมินว่าเราจะทุ่มแทงการขยายเมื่อเทียบกับความเสี่ยงแล้วเราจะคุ้มไหม
หลักการมันคล้ายๆกัน
ปล. ไม่ได้สนับสนุนการเล่นพนันแค่แชร์ประสบการณ์เอาการเล่น poker มาประยุกต์ใช้กับการเทรดและธุรกิจ
กำลังไต่อันดับไปเรื่อยๆ
3 วันเล่นมา level up
เงินปลอมๆนะไม่ใช่เงินจริง
เมื่อประชากรเกิดน้อย เงินในระบบมีเท่าเดิม การค้าธุรกิจเราต้องแย่งเงินกัน
ตอนนี้ทุนใหญ่ และออนไลน์รุกเต็มตัว
เรากำลังเล่นเกมส์ poker กับ SMEs ดุเดือด


วันเสาร์ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

เหตุผลในการลงทุนทองคำดีที่สุดในสภาวะเศรษฐกิจถดถอย

บทความนี้ มีข้อเท็จจริง (fact) กับความคิดเห็น (opinion) ผสมกันไป แต่ถ้าอ่านจบตัดสินใจว่าอยากซื้อทองหรือจำนำทอง ติดต่อร้านทองกิตตินะครับ แต่ถ้าอยากเปลี่ยนที่นอนเพราะนอนหลับไม่สนิท อยากนอนสบายไม่ปวดหลัง ติดต่อร้านเจริญผลเฟอร์นิเจอร์นะครับ
(เนื้อที่โฆษณาก็มา ช่วยๆกันทำมาหากิน 55)
--------------------------------------------------------------
มีเงินอยู่ก้อนนึง ไม่เยอะ จะลงทุนอะไรดีในสภาวะเศรษฐกิจถดถอยแบบนี้ ในจังหวัดกำแพงเพชร (จังหวัดอื่นอาจจะใช้แบบนี้ไม่ได้นะครับ เพราะเท่าที่สอบถาม จังหวัดท่องเที่ยว เช่นพัทยา ภูเกต หรือ จังหวัด EEC เศรษฐกิจยังดีและพอไปได้สบายๆเพราะเป็นเมืองท่องเที่ยว คนเยอะ)

ถือเงินเฉยๆมันก็ไม่งอกเงย มีแต่เสื่อมค่าเพราะเงินเฟ้อ

ครั้นจะไปซื้อตึกหรือ ที่ดิน ตอนนี้ก็แพงมากๆเพงเหลือเกิน ใช้เยอะมาก
ตึกแถวๆร้านผม ขายคูหาละ 6-7 ล้าน

ถามตัวเองในใจ ถ้าเราเป็นคนไม่เคยทำการค้า ไม่มีประสบการณ์ ทุนไม่เยอะ ไม่มีฐานลูกค้า ซื้อตึกจะมาทำการค้า จะทำการค้าอะไรให้ได้กำไรพอส่งตึก

จะไปลงทุนในหุ้นหรือ Forex กองทุนรวม หรือ Cryptrocurrency Bitcoin ก็ไม่มีความรู้มากพอ ลงทุนไปก็เหมือนการพนัน แทงไฮโล
ไปให้เค้ากินเงินจนหมด
(ทั้งๆที่มันไม่ใช่การพนัน มันเป็นการลงทุน เพียงแต่เราไม่เข้าใจเกมส์ทุนนิยมมากพอว่าเล่นกันยังไง ผมก็ยังไม่เข้าใจทั้งหมด ยังกากอยู่)

ถ้าพิจารณาตัวเลือกการลงทุนที่ดีที่สุด ถ้าเรายังไม่มีความรู้มากพอ ก็น่าจะเป็นทองคำ
ทองคำเป็นสินทรัพย์ที่มีประวัติอย่างยาวนานเป็นพันๆปี เศรษฐกิจประเทศไหนยิ่งแย่ ทองคำในประเทศนั้นยิ่งสูง
ถ้าให้ยกตัวอย่างตอนนี้เป็นตัวอย่างที่ดีที่สุดคือ ประเทศเวเนซุเอล่า

ก่อนปี 2016 ทองคำในเวเนซุเอล่า อยู่ที่ 7000-14000 โบลิวาร์ต่อ 1 ออนซ์
พอวันนี้เกิดเฟ้อรุนแรง ทองคำตอนนี้ขึ้นไปที่ 100 ร้อยล้านกว่าๆโบลิวาร์
พุ่งไปหลายหมื่นเท่า

เหมือนตอนเกิด Hamburger Crisis ปี 2008 ที่เมกา
ทองคำไทยวิ่งจากหมื่นกว่าๆไปเป็น 26000 บาท

เศรษฐกิจดีดี ทองคำราคาจะนิ่งๆ แต่เมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจในอเมริกาหรือประเทศของเรา ไม่ช้าหรือเร็วทองคำก็ต้องวิ่งไปปกป้องเงินเฟ้อที่สูงขึ้น

ทองคำไม่ได้กำไรมากขนาดนั้น เพียงแต่ไปคานกับเงินเฟ้อ

การลงทุนในทองอยากแนะนำให้แบ่งเงินซื้อตามช่วง เป็น 10 ช่วง สมมติมีเงินเย็นๆ 200,000 บาท เช่น
ทองคำในประเทศราคา 19500 ต่อ 1 บาท เราก็ซื้อ 1 บาท ใช้เงิน 19500 บาท
ทองคำในประเทศราคา 19000 ต่อ 1 บาท เราก็ซื้อ 1 บาท ใช้เงิน 19000 บาท
ทองคำในประเทศราคา 18500 ต่อ 1 บาท เราก็ซื้อ 1 บาท ใช้เงิน 18500 บาท
ทองคำในประเทศราคา 18000 ต่อ 1 บาท เราก็ซื้อ 1 บาท ใช้เงิน 18000 บาท
ทองคำในประเทศราคา 17500 ต่อ 1 บาท เราก็ซื้อ 1 บาท ใช้เงิน 17500 บาท

สมมติ เราซื้อที่ราคา 17500 แล้วมันขึ้นไป 18000 บาทเราก็ขาย เก็บกำไรได้ 500 บาท ซื้อๆขายๆทำแบบนี้วนๆไปแต่ละช่วง
ทยอยเก็บกำไรมาเรื่อยๆ จะเอากำไรไปลงทุนซื้อทองหรือหุ้นหรือที่ดินอะไรก็ตามแล้วแต่เรา
ถ้าราคาต่ำกว่า 17500 เราก็รอ ไปซื้อที่ราคา 10000-15000 บาท
ส่วนที่ติดดอยก็รออย่างเดียว ไม่ขาย

ข้อดีของการลงทุนแบบนี้ คือ ราคาทองคำในไทยมันขึ้นกับตลาดโลกและเงินบาทไทยกับเมกา
ตอนนี้เงินบาทไทยต่อดอลาร์ มันคานกับราคาทองตลาดโลก
ราคาจะแกว่งแคบๆ ไม่น่าต่ำกว่า 17000 ต่อ 1 บาทในปีสองปีนี้
ข้อดีในการลงทุนในทองทีสำคัญ ที่ดีกว่าที่ดินมากๆคือ

สภาพคล่อง
เวลาเราซื้อทองแล้วติดดอย
แล้วเราเกิดต้องใช้เงินฉุกเฉิน ครอบครัวป่วย เราต้องรีบใช้เงิน
เราสามารถทยอยขายทีละบาท เอาเงินมาใช้ก่อนได้ในทันที ไม่ว่าเศรษฐกิจแย่แค่ไหนก็ตาม ทองยังขายได้เสมอ ใช้เวลาไม่กี่นาทีก็ขายได้

หรือถ้าไม่อยากขายเราก็เอาไปจำนำ เอาเงินมาหมุนก่อน
แต่ที่ดินทำแบบนั้นไม่ได้ ที่ดินถ้าจังหวะไม่ดีเศรษฐกิจไม่ดี
จะขายยากมาก ถ้าที่ไม่สวยมากพอและราคาถูกใจผู้ซื้อมากพอ
คนขายที่ไม่ใช่คนกำหนดเกมส์ในการเล่น

เหมือนตอนเวลานี้ ประกาศไปเป็นปีสองปี ยังไม่มีคนมาซื้อ มันช้ามากๆ
แต่ถ้าอยากได้เงินไวไว เราต้องยอมโดนกดราคา บางทีก็ต้องยอมขาดทุนมาก
ครอบครัวเรากำลังลำบาก ที่ก็ขายไม่ได้ ไม่รู้จะทำยังไงเหมือนกัน

ปล. ในกรณีที่จังหวัดเล็กๆเท่านั้นนะครับ ที่ดินเป็นตัวเลือกรองจากทอง
แต่ถ้าจังหวัดเชียงใหม่ ภูเกต กทม หรือ จังหวัดที่มี EEC
ผมยังมองว่าที่ดินยังเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจกว่าทองในตอนนี้

วันพุธที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2561

Mindset กับการเทรดโบรคเกอร์ออสเตรเลีย Psyquation

วันสองวันนี้ได้คุยกับโบรคเกอร์ออสเตรเลียผ่านตัวแทนไทยและ CEO psyquation ดร.ไมเคิล จบป.เอก จิตวิทยาทางการเงินมหาลัยชื่อดังผ่านทาง email กับโทรศัพท์

ตอนนี้มีคนไทย 6 คนที่ผ่าน ซึ่งผมก็ฟลุคผ่าน เพราะ ดร.ไมเคิล review เอง ผมไม่ได้ผ่านตัวแทนประเทศไทย
สงสัยประทับใจ Resume ผมอะดิ๊ 55

เลยมาแบ่งปันประสบการณ์ที่เค้าให้เงินทุนมา 10000 usd หรือสามแสนสองหมื่นบาทให้เราเทรดขั้นต้น ถ้าเราเก่งพอเค้าบอกเดือนเดียวก็รู้แล้ว
ถ้าผ่านไปถึงจุด Pro เค้าจะมีนักลงทุนระดับ 5 แสนเหรียญขั้นต่ำหลายๆคน อาจจะมากกว่าหลายล้านเหรียญมาเทรดตามเรา เราจะได้เงิน 20% ของกำไร

อย่าเพิ่งไปมองระดับบนสุด ตอนนี้ skill เรายังไม่ถึงแน่นอน มันต้องระดับโลกละ เราแค่กากของมดในโลกใบนี้

สิ่งแรกที่คุยและเค้าสอนเลยว่า mindset สำคัญ
Psyquation score คือตัวแทนคะแนน mindset และผลงานการเทรดของเรา

เค้าบอกว่าโปรแกรมนี้มีมานานละ ตอนแรกไม่คิดว่าคนไทยจะทำได้ เลยลองแหย่ในกลุ่ม Forex สองสามกลุ่ม และก็มีคนไทยผ่านขั้นตอนแรกก็น่าแปลกใจ
เหตุผลที่เค้าไม่คิดว่าจะเป็นแบบนั้น เพราะเค้าต้องการ การลงทุน คิดถึงความเสี่ยงในความไม่แน่นอนในโลกใบนี้ก่อน มากกว่ากำไร

กำไรมากๆในเฟสที่เค้าเห็นโชว์กัน เค้ามองว่ามันคือการเก็งกำไรแบบสุดขั้ว ไม่ใช่การลงทุน
(เค้ามองนะ ไม่ใช่ผมมอง เค้าบอกเอง)

เงินต้นต้องรักษา เพราะมันคือเครดิตของเราเอง
การฝึกวินัยบวกกับความเก่งในด้านกลยุทธ์และ mindset สำคัญมากๆในโปรแกรมนี้

ถ้ามองเป็นกลางในด้านผม เค้าไม่ห้าม bet นะ แต่ต้อง bet แบบสมเหตุและผลไม่เกินความเสี่ยงที่เค้าตั้งไว้
การคุม ego สำคัญมากๆ เพราะถ้าเงินยิ่งมาก เดาถูกเยอะ bet เยอะ ความเสี่ยงเงินของนักลงทุนก็จะตามมาอีกเยอะ

ประยุกต์กับการทำธุรกิจสมัยนี้
มันเหมือนกันเลย ต้องคิดถึงความเสี่ยงการล้มก่อนอันดับแรก
หาจุดได้เปรียบ

วันสองวันนี้ได้อ่านหนังสือ market wizard เป็นหนังสือที่ดีมากๆ สัมภาษณ์เทรดเดอร์ที่เก่งๆระดับร้อยล้านพันล้านus
แนะนำหนังสือเล่มนี้เลยใครเทรด forex มาซักพักจะเข้าใจความเสี่ยง
บางคนมีเงินเยอะมาก แต่เค้าบอกเค้าเปิดกองทุนบริหารเงินให้คนอื่น
เพราะเค้ามองว่าเค้าไม่มีความเสี่ยงในการเสียเงิน เค้ามีแต่กำไร
แต่เค้าบอกว่า ถ้าขาดทุนเค้าก็เสียเครดิตซึ่งมืออาชีพเห็นเครดิตสำคัญมากกว่าเงิน
ฉะนั้นเค้าถึงไม่อยากให้เงินคนลงทุนเสียมากที่สุดมากกว่าของตัวเอง
มันเป็นจิตวิญญาณและความรับผิดชอบขั้นสูงสุด

———————————————-
นั่งคิดกลยุทธ์เทรด จนปวดหัว เพราะเป็นครั้งแรกที่ได้บริหารเงินต่างชาติ
หาทางยิงกระสุน การหาตำแหน่งในการยิง
กดดันและมึนๆเหมือนกัน
คิดซับซ้อนมากไป
เทรดแบบเดิมเหมือนบริหารเงินให้กับครอบครัวเพื่อนๆนี่แหละ
ส่วนที่เหลือปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ละกัน

Basic is the best
ปล. เหมือนถูกโฉลกกับออสเตรเลียแหะ
เคยไปเรียนที่ซิดนีย์เมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว
ปีนี้มาเทรดให้ออสเตรเลียอีก

เปรียบเทียบผลตอบแทนและความเสี่ยงการซื้อแฟรนไชส์ร้านกาแฟระดับประเทศกับการลงทุนในหุ้น PTT

เชื่อว่าหลายๆท่านที่ไม่มีธุรกิจเป็นของตัวเอง ส่วนใหญ่จะมีความฝันอยากมีธุรกิจเป็นของตัวเองซักอย่างนึง อยากเป็นเจ้านายตัวเองไม่ต้องเป็นลูกน...